แก้วกลางดง

ไอ้ลาย (เสือโคร่งดุร้าย) ออกอาละวาดล่าเหยื่อในป่าอีกที ! และเหยื่อของมันในคราวนี้ ดันเป็น ทรงเผ่า ผู้ถึงคราวเคราะห์ ต้องสลัดคราบสถาปนิกมาสวมวิญญาณอดีตนักยิงปืน และ นักวิ่งทีมชาติ เพื่อให้หนีเอาตัวรอด จนเกือบโดนเสือตะปบตาย !! ถ้าไม่ได้ พรานจั่น ผู้ยึดคติจับเสือด้วยมือเปล่า สละชีวิต กระโดด เข้าปกป้องเขา ไว้เสียก่อน !!

เรื่องราวอาจจบลงอย่างสะเทือนใจแค่นั้น หากก่อนตายพรานจั่นไม่ได้ขอฝากฝังบุตรสาวคนเดียว ของเขา ไว้กับทรงเผ่า ชายชายหนุ่มผู้ไม่เคยผิดคำสัญญากับใคร !! ดังนั้น แม้จะยังไม่เคยมีลูก และเป็นโรคเกลียดเด็ก แต่ทรงเผ่าก็ตั้งอกตั้งใจว่าจะเลี้ยงเด็กสาวชาวเขาคนนี้ให้ดีที่สุด โดยไม่รู้เลยว่า ควรต้องมารับมือกับเด็กเปรตอย่าง เมียวดี !! เพราะมันดื้อ แสบ ซนเหมือนกระแตป่า ปากคอมันเราะร้ายถึงลูกถึงคน และหยิ่งทระนงเกินเด็กอายุ 18

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พอเมียวดีรู้ว่า พ่อฝากฝังคุณไว้กับทรงเผ่า แล้วจะคัดค้านหัวชนฝา เพราะคนป่าอย่างคุณ ถูกสอนให้เอาตัวรอดมาตั้งแต่เล็ก เมียวดีจึงไม่ต้องการใครหน้าไหนมาดูแล โดยเฉพาะหน้าที่มันทำให้พ่อคุณตาย !! ยิ่งเมียวดีได้รู้ว่าก่อนสิ้นใจ พ่อฝากฝังให้คุณกำราบไอ้ลายเพื่อให้ปกป้องหมู่บ้าน ก็ยิ่งแสดงว่า พ่อเชื่อว่าคุณดูแลตัวเองได้ !! แต่ทรงเผ่ากลับไม่เชื่อ ว่าเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะอยู่รอดในป่าใหญ่ จึงรับรองจะเอาเมียวดีกลับไปกรุงเทพฯ ด้วยกัน แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องรักษาคำสาบานที่ให้ไว้กับตาจั่นอีกข้อก่อน ซึ่งก็คือจัดการไอ้ลาย !!

ทรงเผ่าติดต่อกรมอุทยานทันทีเพื่อให้อ้อนวอน แต่กลับโดนเมียวดีดูถูกว่าขี้ขลาด ไม่กล้าสู้กับเสือ เมียวดีจึงท้าพนันกับทรงเผ่าว่า ถ้าทรงเผ่าจัดการไอ้ลายได้ก่อน คุณจะยอมไปอยู่กับเขา แต่ถ้าคุณจัดการได้ก่อน ทรงเผ่าจึงควรกราบคุณต่อหน้าทุกคนในหมู่บ้าน ทรงเผ่ารับปาก คนรักศักดิ์ศรีอย่างเขา ไม่มีวันยอมแพ้เด็ก เขาจะขัดขวางทุกวิธีไม่ให้เมียวดีฆ่าไอ้ลาย !!

การแข่งขันไล่ล่าไอ้ลาย ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กจึงเริ่มขึ้น ณ บัดนั้น ทรงเผ่าได้ ฟ้าลั่่น มาเป็นผู้ร่วมทางคนแรก ฟ้าลั่นกับเมียวดีเป็นคู่กัด ทั้งที่จริง ๆ ผู้ใหญ่จะจับให้คู่กัน แต่มันรู้ไส้รู้พุงกันดีว่า ไอ้ฟ้าลั่น ขี้โม้ ขี้ป๊อด ส่วนนังเมียวดี ปากกล้า บ้าพลัง จึงไม่ยอมแต่งกันเด็ดขาด !! ทรงเผ่าถูกชะตากับฟ้าลั่น เพราะฟ้าลั่นใช้ชีวิตกึ่งชาวเขากึ่งชาวเมือง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ มันรู้จักหมด จากนั้นทรงเผ่าจึงได้ อั้น และ จาด ตามมาเป็นลูกหาบ จากการแนะนำของ ลุงคำป้อ หมอปรุงยาและหมอความสามารถฉมังที่เป็นมิตรกับเขา ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบหมู่บ้าน แต่แล้วแผนทรงเผ่าก็เกิดผิดพลาด !! เมื่อเมียวดีแอบล่วงหน้าเข้าป่าไปก่อน ทำให้ทรงเผ่าต้องรีบตามเมียวดีเข้าป่าทันที โดยไม่รอเจ้าหน้าที่จากทางอุทยาน

การเดินทางไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะทรงเผ่าโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยต้องช่วยเหลือตัวเอง จึงเหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็น !! ในขณะที่เมียวดีสบายหายห่วง เพราะโตมาในสิ่งแวดล้อมที่คนช่วยตัวเองเท่านั้นจะรอด แต่ถึงอย่างนั้น ทรงเผ่าก็ไม่ย่อท้อ กัดฟันอดทน นอนกลางดินกินกลางทราย เรียนรู้การยังชีพในป่า จนเมียวดีเห็นแล้วยังต้องทึ่ง เพราะนึกว่าคนเมืองอย่างเขาจะถอดใจง่าย ๆ

เมียวดีกับทรงเผ่าสะกดรอยตามไอ้ลายไปจนพบกับ มะเส่ง และแก๊งล่าสัตว์ที่ตามล่าไอ้ลายมาเหมือนกัน !! ไอ้ลายเข้าโจมตีขบวนของทรงเผ่าจนจาดเจ็บหนัก ทรงเผ่าห้ามเลือดจนจาดปลอดภัย แต่บาดแผลลึกเกินจนจาดเดินทางต่อไม่ไหว ทรงเผ่าจึงสั่งให้อั้นพาจาดไปโรงพยาบาลในเมือง และค่ารักษาทั้งหมดเขาจะออกเอง เมียวดีได้เห็‘น้ำใจคนเมืองของทรงเผ่าก็ลดทิฐิ และเมื่อคนเมืองไม่ทิ้งคนป่า คุณก็จะไม่ทิ้งเขาเช่นกัน

เมียวดีรีบวิ่งตามไปจัดการไอ้ลายทันที !! ทรงเผ่าเข้าใจว่าเมียวดีจะตามไปฆ่าไอ้ลายจึงรีบวิ่งตามไป แต่แล้วความจริงก็เปิดเผยว่า…วิธีจัดการไอ้ลายของเมียวดีก็คือ การพาไอ้ลายกลับป่าลึกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเสือนั่นเอง !! ทรงเผ่ารู้สึกตัวว่าเขาเข้าใจเมียวดีผิดมาตลอด และทึ่งในความใจเด็ดของเด็กสาว โชคร้ายที่ไอ้ลายเกิดหลุด จากตะข่ายจับกุมและหนีหายเข้าไปในป่าอีกที !! เมียวดียอมมารวมกลุ่มกับทรงเผ่าและฟ้าลั่น ทั้งสามตกกระไดพลอยโจรไปเจอ ขบวนชาวเขารับจ้างขนยาเสพติด ทรงเผ่าจึงส่งฟ้าลั่นไปแจ้งทางการ และสะกดรอยตามพวกมันไปกับเมียวดี

การเดินทางไปกับเมียวดีสองต่อสอง ทำให้ทรงเผ่าได้สัมผัสความจริงใจและใสซื่อของเด็กสาว และทำให้ทรงเผ่ารู้ว่าเด็กสาวฉลาดรอบรู้เรื่องป่า และแกร่งเกินตัว ต่างจากเขาที่ต้องกลายเป็นภาระให้เด็กมาดูแลยามป่วยเป็นไข้ป่า จนเกือบถูกพวกค้ายาที่ย้อนกลับมายิงปิดปาก ดีที่เมียวดีเผ่านาช่วยชีวิตเขาได้ทัน และจัดการไล่พวกคนร้ายจนหนีหัวซุกหัวซุน

เมียวดีกับทรงเผ่าฝ่าฟันอุปสรรคในป่าไปด้วยกัน ความผูกพันเริ่มก่อตัว แต่ก็ยังไม่ใช่ความรัก จนกระทั่งพบจุดนัดส่งยาเสพติด เกิดการยิงปะทะกันอย่างร้ายแรง เมียวดีพลาดท่าแต่ทรงเผ่ากระโดดเอาตัวเข้าไปขวางกระสุนปกป้อง จนตกลงไปในหลุมกับดักสัตว์ขนาดใหญ่ ฃบาดเจ็บสาหัส ทรงเผ่าบอกให้เมียวดีหนีเอาตัวรอด แต่เมียวดีไม่หนี กฎของป่าคือไม่ทอดทิ้งเพื่อให้นยามยาก คุณจึงช่วยทรงเผ่าขึ้นมาจากหลุมกับดัก และต่อสู้กับพวกคนร้ายอย่างไม่กลัวตาย โชคดีที่ฟ้าลั่นนำทางการเผ่านาปราบปรามคนร้ายได้ทันจังหวะ เมียวดีจึงรีบพาทรงเผ่าไปถึงมือหมอในเมือง ได้อย่างปลอดภัย เมียวดีเป็นห่วงทรงเผ่ามาก เพราะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน จนความรักเริ่มก่อขึ้นในใจเด็กสาว จึงตั้งอกตั้งใจจะรอเขาฟื้น แล้วจะขอให้ทรงเผ่าพากลับบ้านป่า แต่ปรากฎเมื่อทรงเผ่าฟื้นขึ้นมา เขากลับจะมัดมือชกให้คุณอยู่ที่นี่ซะเลย ทรงเผ่าโกหกเมียวดีว่ารอให้เขาหายก่อน แล้วจึงจะพากลับบ้าน แต่ตั้งอกตั้งใจจะเลี้ยงเด็กสาวที่นี่ เมียวดีเชื่อสนิทใจ และรอคอยวันได้กลับบ้าน โดยไม่รู้ว่าคุณอาจไม่มีวันได้กลับบ้านอีก

เป็นโชคดีของทรงเผ่า ที่มีพ่ออย่าง ทนง ที่เข้าใจและคุยกันได้ทุกเรื่อง ทนงจึงยอมให้เมียวดีย้ายเผ่านาอยู่ในบ้าน และให้ บัว เมียคนที่สอง ผู้แสนดี และ ป้าวงศ์ คนรับใช้เก่าแก่ จับปูใส่กระด้ง แปลงโฉมเมียวดี จากสาวชาวป่าให้เป็นสาวกรุงเทพฯ แต่คนอย่างเมียวดีไม่ยอมให้ใครมาบังคับจิตใจกันได้ง่าย ๆ ทั้งดิ้น ทั้งถีบ ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งกรี๊ด จนป้าวงศ์กับบัวอ่วม ยังดีที่ป้าวงศ์กับบัวยังมีใจ จะเอ็นดูเมียวดี จึงยอมอดทนอดกลั้น อาบน้ำ ตัดผม แต่งหน้าทาปาก แต่งตัว ฯลฯ จนเมียวดีเปลี่ยนเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา ทรงเผ่าที่ได้เห็นยังอึ้งตะลึงงัน จากที่เคยมองว่าเมียวดีเป็นเด็กกะโปโล ก็ยอมรับว่าคุณโตเป็นสาว และที่สำคัญสวยด้วย

การเผ่านาอยู่ในบ้านของเมียวดี สร้างความไม่พอใจให้แก่ หวาน แฟนสาวไฮโซของทรงเผ่า เพราะหวาน ป็นคนให้คุณค่าคนที่ชนชั้น คุณจึงรับไม่ได้กับความแตกต่างของเมียวดี ยิ่ง อุสา แม่ของหวานเป็นคนช่างเสี้ยมว่าให้ระวังทรงเผ่าจะเอาเมียวดีมาเป็นเมีย หวานก็ยิ่งกลุ้มใจ แต่ก็ต้องเก็บอาการ ไม่ให้ทรงเผ่ากับทนงมองว่าคุณเป็นคนใจแคบ

ในขณะที่ เจตน์ ไฮโซชายหนุ่มเพลย์บอย เพื่อให้นซี้ของทรงเผ่า กลับชอบเมียวดีมาก เพราะตั้งแต่เกิดมา เมียวดีเป็นคนเดียวที่กล้าด่าเขาแรง ๆ เจตน์จึงชอบแวะเวียนมาลับฝีปากกับเมียวดีเสมอ แต่ก็ถูกทรงเผ่าสกัดดาวรุ่งอยู่เรื่อย เพราะทรงเผ่ารู้สันดานเพื่อให้นดีว่าเป็นผู้ชายเก็บแต้ม ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของเด็กสาว เขาไม่ไว้ใจให้เจตน์อยู่ใกล้เมียวดีแม้แต่ปลายเล็บ เขาจึงตั้งกฎกับเมียวดีเลยว่า

ในป่าให้ระวังสัตว์ แต่ในเมืองให้ระวังคน ดังนั้นไม่ว่าเมียวดีจะไปไหน ต้องอยู่ในสายตาเขาทุกฝีก้าว ทรงเผ่าพาเมียวดีไปเปิดหูเปิดตาในกรุงเทพฯ เหมือนกับตอนที่เมียวดีเปิดหูเปิดตาเขาในป่า พาขึ้นบีทีเอส ลงรถไฟใต้ดิน เดินสยาม ดูหนัง ช็อปปิ้ง กินบิงซู เซลฟี่ ตามวิถีคนเมือง เพราะคิดว่าจะหลอกล่อให้เมียวดีอยากอยู่ที่นี่ได้ แต่กลับไม่สำเร็จ เขากลับคิดว่าเมียวดียิ่งหงอยเหงา และนึกถึงบ้านป่ามากขึ้นไปกว่าเดิม

ทรงเผ่าจึงเรียกฟ้าลั่นลงมาเยี่ยมเมียวดีที่กรุงเทพฯ ฟ้าลั่นตื่นเต้นมาก และตั้งปณิธานว่าจะหาแม่ของลูกให้ได้ ทรงเผ่าให้หวาน สอนมารยาทคนเมืองให้เมียวดีกับฟ้าลั่น หวานต้องแปลงเป็นทูตวัฒนธรรม กัดฟันอดทนสอนมารยาทบนโต๊ะอาหาร การพูดแบบสุภาพ การแต่งกาย ฯลฯ จนหวานแทบประสาทเสีย เพราะฟ้าลั่นกับเมียวดีทำทุกอย่างพังพินาศ แต่ถึงอย่างนั้นทรงเผ่าก็ยังคอยให้ท้าย และคอยปกป้องเมียวดี จนหวานเริ่มเกิดอิจฉาเด็ก จึงหาทางกลั่นแกล้งเมียวดีลับหลังทรงเผ่าอยู่เรื่อย

ความเฟคของหวานทำให้เมียวดีความรู้สึกว่าคนเมืองช่างเสแสร้ง ต่างจากคนป่าบ้านคุณยิ่งนัก เมียวดีพยายามเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของหวานให้ทรงเผ่าเห็น แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ทำให้คุณต้องรับมือกับความอิจฉาริษยาของหวานเอง หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่เมียวดีได้เห็นธาตุแท้หวานชัดแจ่มแจ้ง เท่ากับในงานแถลงข่าวโครงงานตึกระฟ้าใจกลางกรุง

ทรงเผ่าได้รับว่าจ้างให้เป็นสถาปนิกในโครงงานนี้ หวานรู้ว่าเมียวดีรักป่าเขาเพียงใด จึงแอบเปิดเผยข้อมูลลับให้เมียวดีรู้ว่า การก่อสร้างตึกนี้ จึงควรตัดต้นไม้อายุ 50 ปี และไล่ที่ชาวเขาที่อพยพมาอยู่ในเมืองออกไปให้หมด เมียวดีรู้เข้าก็โกรธทรงเผ่ามาก จึงร่วมมือกับฟ้าลั่น เป็นแกนนำพากลุ่มชาวเขาเข้าประท้วงกลางงานแถลงข่าวทันที นักข่าวและสื่อต่างชาติต่างเผ่านารุมล้อมเมียวดีเพื่อให้ขอสัมภาษณ์ หวานสะใจคิดว่าเมียวดีคงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ปรากฎเมียวดีกลับให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ได้อย่างคล่องแคล่วจนทุกคนในงาน ทั้งสะดุ้งทั้งชื่นชม

ทรงเผ่าโกรธเมียวดีมาก เขาไม่ได้โกรธที่เมียวดีหักหน้าเขากลางงาน แต่โกรธที่เมียวดีเชื่อว่าเขาจะใจร้ายผิดมนุษย์ได้ถึงขั้นนั้น ความจริงเปิดเผยว่า ทรงเผ่ากำลังผลักดันแผนการป่ากลางเมือง แทนที่ตึกระฟ้ากลางเมือง เมียวดีรู้สึกผิดต่อทรงเผ่ามาก จึงเข้าไปช่วยคุยกับกลุ่มชาวเขา และช่วยทรงเผ่านำเสนอแผนการป่ากลางเมือง จนกลุ่มนายทุนเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ และตัดสินใจให้สร้างป่ากลางเมืองแทน ความสำเร็จของโครงงานนี้ทำให้ชาวเมืองทุกคนประทับใจในตัวเด็กสาวชาวเขาที่ชื่อเมียวดีมาก โดยเฉพาะเจตน์ ที่ยิ่งประทับใจเมียวดีขึ้นไปอีก

เจตน์ตกหลุมรักในความจริงใจและซื่อของเมียวดี ทำให้เขาหลุดพ้นจากหวานได้ในที่สุด เพราะแท้จริงแล้ว เจตน์แอบรักหวานมาตลอด แต่เขาก็เป็นได้แค่ผู้เล่นสำรองของทรงเผ่าเวลาที่หวานเหงาเพียงแค่นั้นเจตน์ตัดสินใจสลัดคราบเจ้ายก้ และทิ้งกิ๊กทุกคนมาหาเมียวดีจนหมด เมื่อหวานรู้เข้าว่าเจตน์เปลี่ยนใจจากตนไปชอบเมียวดีก็โกรธ ที่เจตน์เห็นเด็กชาวเขามีคุณค่ามากกว่าตน และยิ่งอิจฉาเมียวดี จึงยิ่งตามราวีเมียวดีไม่เลิก ในขณะที่เมียวดีสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเจตน์ จึงยอมเป็นเพื่อให้นกับเขา ความสนิทสนมระหว่างเจตน์กับเมียวดี ทำให้ทรงเผ่าเริ่มเกิดอาการหึงหวง สั่งห้ามเมียวดีไม่ให้ยุ่งกับเจตน์เด็ดขาด แต่คนอย่างเมียวดี.. ยิ่งห้ามมันยิ่งยุ ยิ่งตอนนี้เจตน์เป็นคนเดียวที่ดีกับคุณ และให้อิสระกับคุณมากกว่าทรงเผ่า เมียวดีจึงชอบแอบไปไหนมาไหนกับเจตน์ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ได้เรื่อง เมื่อเจตน์พาเมียวดีไปเที่ยวสวนสัตว์ และเมียวดีได้เห็นสัตว์น่าสงสารที่ต้องมาถูกจับขัง จึงไปปล่อย ช้าง ม้า วัว ควาย ออกมาจากกรงจนผู้คนวิ่งหนีแตกตื่น ที่คุณปล่อยมันก็เพราะเข้าใจความรู้สึกของสัตว์ที่ถูกจับขังกรง ว่าคงรู้สึกไร้อิสระ ไม่ต่างจากคนป่าที่ถูกขังอยู่ในเมืองอย่างคุณ

ทรงเผ่าต้องไปประกันตัวเมียวดีออกมาจากคุก และทำโทษเมียวดีด้วยการกักรอบๆ แต่เมียวดีไม่ยอมถูกกักขังอีกต่อไป คุณขอให้ทรงเผ่าพาคุณกลับบ้านตามคำสัญญา เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ แต่ทรงเผ่ากลับปฏิเสธ ทำให้เมียวดีรู้ความจริงว่าทรงเผ่าโกหกคุณมาตลอด เขาไม่เคยคิดจะพาคุณกลับบ้าน

กฎของป่าที่คุณจากมา คือห้ามโกหกกัน ถ้าทรงเผ่าไม่พาคุณกลับบ้าน คุณก็จะหาทางกลับด้วยตัวเอง เมียวดีขอให้เจตน์ช่วยพาคุณกลับบ้าน เจตน์จึงแอบพาเมียวดีหนีออกจากบ้าน แต่ทรงเผ่ามาดักได้ทัน เพราะแววคนขับรถของทรงเผ่าคอยส่งข่าว เกิดศึกแตกหักระหว่างเพื่อให้นซี้ ทรงเผ่าอ้างสิทธิ์เป็นผู้ปกครองของเมียวดีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และพาเมียวดีกลับบ้านเขาทันที

หวานได้มองว่าความเชื่อมโยงระหว่างทรงเผ่ากับเมียวดีลึกซึ้งเกินกว่าผู้อุปถัมป์กับเด็กในอุปถัมป์ จึงยอมไม่ได้ หากจำเป็นต้องถูกเด็กสาวชาวเขาแย่งคนรักไป หวานเร่งรัดงานหมั้นกับทรงเผ่า แต่แทนที่ทรงเผ่าจะดีใจ เขากลับอึดอัด ตลอดเวลาที่คบกับหวานมา 5 ปี หวานคือผู้หญิงที่เพียบพร้อมกับหน้าตา การศึกษา และวงศ์ตระกูล แต่มาในวันนี้เขากลับคิดว่าคุณเป็นเพียงดอกไม้พลาสติก ไม่งดงามดั่งดอกไม้ตามป่าเขา เขาจึงปฏิเสธหวานว่ายังไม่พร้อมหมั้น หวานโกรธมาก รู้ว่าเมียวดีคือต้นเหตุ จึงหาทางกำจัดเมียวดีออกไปจากชีวิตทรงเผ่าด้วยการจ้างคนมาลักพาตัวเมียวดี

ทรงเผ่ากับเจตน์ต้องสงบศึก ช่วยกันตามหาเมียวดีทั่วเมือง โชคดีที่เจตน์ตามไปช่วยเมียวดีได้ทัน เจตน์รู้หัวใจตัวเองแล้วว่าเขารักเมียวดี จึงขอเมียวดีกับทรงเผ่าเลยว่า ต่อจากนี้เขาจะดูแลเมียวดีเอง แต่ทรงเผ่าไม่ให้ เขาเองก็เริ่มมีใจให้เมียวดี แต่มีคำว่าผู้อุปถัมป์ และว่าที่คู่หมั้นอย่างหวานค้ำคออยู่ จึงได้แต่เก็บกดความรักของตนเองไว้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เมียวดีเข้าใจว่าทรงเผ่าไม่เคยมีใจให้คุณเลย เจตน์รับรักกับเมียวดี แต่ถูกเมียวดีปฏิเสธ เพราะคุณคิดกับเจตน์แค่เพื่อให้นคนหนึ่งแค่นั้นเจตน์อกหักอย่างหนัก

ฟ้าลั่นได้เบาะแสว่าคนร้ายตัวจริงผู้จ้างชาวเขาค้ายายังลอยนวล ทรงเผ่ากับเมียวดีจึงร่วมมือกันสืบสาวต่อ จนพบว่า จินตัย พ่อของเจตน์ นักธุรกิจอฆ่าิมทรัพย์ คือเจ้าพ่อค้ายาผู้อยู่เบื้องหน้า เจตน์ได้รู้ความจริงว่าพ่อทำธุรกิจผิดกฏหมายก็ผิดหวังในตัวพ่อมาก เขาจึงตัดสินใจจะร่วมมือกับเมียวดีและทรงเผ่า เพื่อให้เปิดโปงพ่อตนเอง

จินตัยจับได้ว่าทรงเผ่ากำลังหาทางจับตน ตอนแรกเขากะจะฆ่าเมียวดีกับทรงเผ่าด้วยความแค้น ตั้งแต่ตอนที่ทั้งคู่ทำลายเส้นทางขนยาในป่า แต่ก็ปล่อยไปก่อน เพราะกลัวจะดูกระโตกกระตาก แต่คราวนี้จินตัยปล่อยไม่ได้อีกต่อไป เขาจึงสั่ง มะเส่ง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นลูกน้องคนสนิทของจินตัย ไปเก็บทรงเผ่ากับเมียวดีทันที ทรงเผ่ากับเมียวดีถูกจับตัวขึ้นรถตู้ไปอย่างรวดเร็ว และเป็นคราวซวยของหวานคุณจึงโดนจับมาด้วย

ทรงเผ่า เมียวดี และหวานถูกจับไปขังในห้องปิดตาย เมียวดีตัดสินใจจุดไฟเผาห้องขังเพื่อให้จะได้ แหกคุกกันออกไป คนของจินตัยแตกตื่น รีบวิ่งมาเปิดประตูห้องขังตามแผนเมียวดี แต่พอประตูเปิดหวานกลับรีบหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวอย่างกลัวตาย ทิ้งให้ทรงเผ่ากับเมียวดีต้องรับมือกับคนของจินตัยที่ติดอาวุธครบ ในขณะที่ทรงเผ่ากับเมียวดีมีแค่สองมือ สองเท้า แต่ทั้งคู่ก็พร้อมจะฝ่าฟันอันตรายไปด้วยกันเหมือนตอนอยู่ในป่าจนหนีออกมาได้

ฟ้าลั่น และเจตน์นำหลักฐานไปแจ้งตำรวจ ตำรวจจึงเข้าบุกจับกุมจินตัย เปลี่ยนเป็นข่าวดังไปทั่ว เพราะถือเป็นการทลายแก๊งค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย เพียงชั่วผ่านคืน ผู้คนก็ขนานนามว่า ทรงเผ่า ฟ้าลั่น เมียวดี และเจตน์คือฮีโร่ตัวจริง ทรงเผ่าบอกเลิกหวานเพราะได้เห็นธาตุแท้ความเห็นแก่ตัวของคุณ

หวานสำนึกผิดต่อเมียวดี เพราะเมียวดีช่วยชีวิตคุณไว้ในกองเพลิง เจตน์ต้องรับกรรมที่พ่อก่อไว้ แม้เขาจะไม่ได้ความรักจากเมียวดี แต่กลับได้มิตรภาพที่จะเขาไม่มีวันลืมเลือน หวานได้รับรู้แล้วว่าเจตน์คือคนที่รักคุณจากใจจริง จึงอยากแก้ตัวด้วยการอยู่ข้าง ๆ เจตน์ในเวลาที่ลำบากที่สุดในชีวิตของเขา เจตน์จึงลองให้โอกาสให้หวานอีกที ฟ้าลั่นผิดหวังจากสาวกรุงเทพฯ แต่กลับป๊อปปูล่าในหมู่สาว ๆ ที่บ้านเกิด เพราะเปลี่ยนเป็นฮีโร่ไปแล้ว

ทรงเผ่ารู้สึกตัวแล้วว่าชาตินี้เขาคงไม่สามารถหาผู้หญิงคนไหนที่พร้อมจะสละชีวิตให้เขาได้เท่าเมียวดี จึงตั้งอกตั้งใจจะไปรับรักกับเมียวดีแต่กลับพบว่าคุณได้หายตัวไปแล้ว เมียวดีหนีกลับป่ากับฟ้าลั่น แม้หัวใจคุณจะอยู่ในเมือง แต่ชีวิตและจิตวิญญาณคุณอยู่ที่นี่ เมียวดีออกตามหาไอ้ลายอีกรอบ เพื่อให้ทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อ และเพื่อให้พิสูจน์ตัวเองว่าคุณจะเป็นพรานมือฉมัง ผู้ปกป้องผืนป่าต่อจากพ่อได้

รักห่างไกล หัวใจไม่ห่างกัน (Far Away Love)

ละคร "รักห่างไกล หัวใจไม่ห่างกัน" (Far Away Love) นำเสนอเรื่องราวความรักระหว่าง "เสิ่นอั้น" นักธุรกิจชายหนุ่มหล่อรวยที่เดินทางกลับมาพัฒนาธุรกิจตระกูลเสิ่นในเมืองจีน แต่ประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดในอดีตทำให้เขาหมดศรัทธาในความรัก กับสาวเซิ่งหนี่ว์ (หญิงสาววัยใกล้ 30 แต่ยังขายไม่ออก) "เมิ่งยกเซี่ย" สาวไม่มีคู่สนิทคิดบวกจิตใจดี วัย 28 ปี ที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยง "เมิ่งเสี่ยง" โจ๋วัย 15 ลูกชายของพี่สาวที่หายตัวไป ทำให้มีชีวิตที่ยากลำบาก คุณจึงไม่มีเวลาสนใจความรักทั้งยังมองว่าความรักเป็นเรื่องไกลตัว สามเพื่อให้นซี้ "ติงเฟย", "เหอรั่วหนาน" และ "เอ้อร์เผิง" เลยช่วยเป็นธุระจัดแจงเรื่องนัดบอดให้เมิ่งยกเซี่ย แม้ไม่สนใจเรื่องความรักแต่ยกเซี่ยไม่เคยปฏิเสธความหวังดีของเพื่อให้นๆ คุณจึงยิ้มรับทุกการนัดบอด ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดี และการที่คุณไม่มีคู่ครองสนิทในวัย 28 ปี แถมการงานการเงินไม่สู้ดีนักก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับชายหนุ่มๆ แต่พอรู้ว่าคุณมีลูกชายวัย 15 ปี ทุกคนต่างพากันชิ่งหนีไปในบัดดล

ยกเซี่ยกับเสิ่นอั้นพบกันโดยบังเอิญหลายครั้ง และทุกครั้งที่พบกันมักมีเหตุให้เสิ่นอั้นเข้าใจยกเซี่ยผิด เขาจึงคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงที่ชอบแย่งสามีคนอื่น "หวังเหม่ยหลิง" แม่ของเสิ่นอั้นพยายามจับคู่ดูตัวให้ลูกชาย แต่เสิ่นอั้นไม่เคยสนใจใครและมักพาพี่น้องผู้น้อง "เฉียวเจียอิ่ง" ไปดูตัวด้วยทำให้ข้างหญิงไม่พอใจ มีเพียงรั่วหนานที่รับได้ (และคุณก็มีใจให้เสิ่นอั้นด้วย) เขาจึงคิดว่าคุณมีวุฒิภาวะมากพอที่จะมาเป็นเมียประธานบริษัทอย่างตน ถึงกระนั้นเขาก็บอกรั่วหนานตามตรงว่า เขาต้องการแต่งงานเพื่อให้สร้างภาพลักษณ์แค่นั้นและสิ่งเดียวที่คุณจะไม่ได้จากเขาคือความรัก เสิ่นอั้นเห็น "หลี่ไท่ตี๋" (รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของยกเซี่ย) สนิทสนมและชอบพอยกเซี่ยจึงเตือนไท่ตี๋ว่ายกเซี่ยอาจไม่ใช่คนดีเหมือนที่เขาเคยรู้จัก ไท่ตี๋เดาว่าเสิ่นอั้นกำลังเข้าใจยกเซี่ยผิดจึงเล่าเรื่องราวของยกเซี่ยให้ฟัง และนั่นก็ทำให้เสิ่นอั้นรู้ว่าเมิ่งเสี่ยงไม่ใช่ลูกของยกเซี่ยแถมคุณยังไม่ใช่ผู้หญิงร้ายกาจอย่างที่เขาคิด ครั้นรั่วหนานการันตีว่ายกเซี่ยเป็นคนดี เสิ่นอั้นจึงมองยกเซี่ยในทางที่ดีขึ้นและรับคุณเข้าทำงาน

ขณะเดียวกันยกเซี่ยก็รู้จักและเข้าใจเสิ่นอั้นมากขึ้นเพราะรั่วหนาน (รั่วหนานมักปรึกษาคุณเรื่องเสิ่นอั้นและขอให้คุณช่วยแชทกับเขาแทน) หลังจากนั้นไม่นานเสิ่นอั้นก็เริ่มติดแชท เขารู้สึกดีที่ได้พูดคุยกับคุณโดยไม่รู้ว่าคนที่เขากำลังคุยด้วยไม่ใช่รั่วหนานแต่เป็นยกเซี่ย (รั่วหนานมักเผ่านาอ่านอย่างเดียวเพราะไม่รู้ว่าจะคุยอะไรให้เขาประทับใจ) หลังได้พบเจียอิ่งเป็นนัดแรก ติงเฟยจึงเตือนรั่วหนานว่าเจียอิ่งไม่ธรรมดาและไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เห็น ติงเฟยยังพยายามจับคู่ยกเซี่ยกับไท่ตี๋เพราะอยากให้เพื่อให้นเป็นสุขและมีคนคอยดูแล แต่ยกเซี่ยไม่ให้โอกาสและเปิดใจให้ไท่ตี๋ทำให้ติงเฟยรู้สึกผิดหวัง แม้จะรักและเป็นห่วงเมิ่งเสี่ยงมากแต่ยกเซี่ยไม่เข้าใจหัวอกวัยรุ่นเพราะไม่เคยเปิดใจพูดคุยกัน คุณจึงเข้มงวดและระแวงว่าเมิ่งเสี่ยงจะออกนอกลู่นอกทาง (โดยเฉพาะเป็นอย่างมากความเกี่ยวข้องกับเพื่อให้นเด็กนักเรียนหญิงและเพื่อให้นเพียงคนเดียวที่ชื่อ "เหยาเหยา") เมิ่งเสี่ยงเลยถูกดุว่าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดบ่อยครั้ง รั่วหนานเลยต้องคอยเป็นกาวใจและช่วยปลอบใจเมิ่งเสี่ยง

เสิ่นอั้นขอหมั้นกับรั่วหนานหลังทานเค้กรสชาติแปลกๆ ที่ยกเซี่ยทำ (รั่วหนานหยิบเค้กสลับกัน) และนั่นก็ทำให้รั่วหนานศึกษาค้นพบความจริงว่า คนที่ทำให้เสิ่นอั้นประทับใจและรู้สึกดีไม่ใช่ตนแต่เป็นยกเซี่ย ทั้งยังสงสัยว่ายกเซี่ยอาจรู้สึกดีกับเสิ่นอั้น เมื่อยกเซี่ยการันตีว่าคุณไม่ได้คิดอะไรกับเสิ่นอั้น รั่วหนานจึงรู้สึกสบายใจ (ทั้งคู่ไม่รู้ว่าเจียอิ่งแอบฟังจนรู้ความจริงทั้งหมด) ก่อนรั่วหนานกับเสิ่นอั้นจะแต่งงานกันเพียงหนึ่งวัน เจียอิ่งก็แสดงธาตุแท้ให้รั่วหนานเห็นโดยนำความจริงมาข่มขู่ ทั้งยังยอมรับว่าคุณรักเสิ่นอั้นมาตั้งแต่เด็กๆ จึงคอยกันท่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขา เมื่อได้ยินจากปากเสิ่นอั้นว่าเขาเริ่มรู้สึกดีกับคุณหลังได้แชทคุยกัน (กับยกเซี่ย)  รั่วหนานก็ถึงกับน้ำตาร่วง พอรู้ว่าเมิ่งเสี่ยงหายตัวไปหลังโดนยกเซี่ยตบหน้า รั่วหนานจึงช่วยขับรถตามหา ครั้นรู้ว่าพบตัวเมิ่งเสี่ยงแล้วคุณจึงอาสาขับรถไปรับสองแม่ลูกเพราะมองว่าฝนกำลังตกหนักแต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุต่อหน้าสองแม่ลูก (เหยาเหยาเพื่อให้นของเมิ่งเสี่ยงก็ถูกรถชนจนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน) ก่อนเสียชีวิตรั่วหนานขอให้เสิ่นอั้นช่วยดูแลยกเซี่ย เมื่อเหม่ยหลิงรู้เข้าจึงรีบตัดไฟแต่ต้นลมโดยขอให้ยกเซี่ยตัดขาดจากเสิ่นอั้น ยกเซี่ยจึงยื่นใบลาออกทันที

เสิ่นอั้นมาตามยกเซี่ยกลับไปทำงานโดยยืนกรานว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับรั่วหนาน ทั้งยังช่วยปลอบและเตือนสติโดยบอกให้คุณยอมรับความจริงว่ารั่วหนานตายแล้ว ยกเซี่ยไม่ยอมกลับไปทำงานที่บริษัทของเสิ่นอั้นแต่เริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพนักงานขายโดยมีมีรุ่นพี่ไท่ตี๋คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ถึงกระนั้นเสิ่นอั้นก็แอบส่งคนไปปกป้องและคอยช่วยเหลือยกเซี่ยอย่างลับๆ เมื่อยกเซี่ยรู้ความจริงจึงลาออกจากงาน (คุณได้งานเพราะเสิ่นอั้น) และไปพบเสิ่นอั้นขณะที่เขากำลังติดงานสำคัญเพื่อให้ปฏิเสธความช่วยเหลือ "เจมส์" (ผู้ช่วยและคนของเหม่ยหลิง) มองว่าเสิ่นอั้นทำเพื่อให้ยกเซี่ยอย่างมากจึงสงสัยว่าเขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับรั่วหนานหรือเป็นห่วงยกเซี่ยจากใจจริงกันแน่ เสิ่นอั้นตอบว่าทั้งสองอย่างและห้ามเจมส์รายงานเรื่องนี้กับแม่ตน แม้เจมส์จะรับปากแต่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าเจียอิ่งแอบฟังอยู่ทางด้านนอก หลังรู้ความจริงเจียอิ่งจึงเล่าเรื่องดังที่กล่าวมาแล้วให้เหม่ยหลิงฟัง เหม่ยหลิงจึงสั่งให้ลูกน้องคอยจับตาดูลูกชายตน

ยกเซี่ยเห็นพระจันทร์เต็มดวงแล้วนึกถึงรั่วหนานจึงนำดอกไม้ไปเยี่ยมหลุมศพรั่วหนานกลางดึก นึกไม่ถึงว่าเสิ่นอั้นก็อยู่ตรงนั้นเช่นกัน ทั้งคู่จึงนั่งดื่มไวน์และพูดคุยกันอย่างเปิดอกเป็นนัดแรก ปรากฏว่ายกเซี่ยดื่มไวน์เพลินจนเมาปลิ้น เสิ่นอั้นไม่รู้ว่าบ้านยกเซี่ยอยู่ที่ไหน แถมมือถือคุณยังแบตหมด เขาจึงอุ้มคุณไปที่บ้านของตนโดยไม่รู้ว่ามีคนแอบถ่ายรูป เสิ่นอั้นนอนไม่หลับเลยเปิดแอป WeChat หมายดูข้อความเก่าๆ ที่เคยคุยกับรั่วหนาน นึกไม่ถึงว่ามีข้อความหนึ่งที่เขายังไม่ได้เปิดอ่าน แท้จริงแล้วรั่วหนานส่งข้อความสุดท้ายถึงเขาก่อนตาย คุณรับสารภาพความจริงทั้งหมดโดยบอกว่าขนมเค้กที่เขากินแล้วประทับใจไม่ใช่ของคุณแต่เป็นของยกเซี่ย และคนที่แชทกับเขาก็ไม่ใช่คุณแต่เป็นยกเซี่ยเช่นกัน คุณยอมรับสารภาพความในใจและบอกว่าจะไปจากเขาในวันรุ่งขึ้น (ทั้งที่เป็นวันแต่งงาน) โดยบอกว่าจองตั๋วเรือบินเอาไว้แล้ว คุณยังบอกด้วยว่าคนที่รู้ใจเขาและเขาก็รู้สึกดีด้วยไม่ใช่ตนแต่เป็นยกเซี่ยนั่นเอง คุณจึงอวยพรให้เขากับยกเซี่ยแฮปปี้

หลังลูกน้องส่งรูปมาให้ดูเป็นหลักฐาน เหม่ยหลิงจึงไปดักตบยกเซี่ยที่หน้าบ้านเสิ่นอั้นเพราะคิดว่าคุณพยายามยั่วยวนลูกชายตน เสิ่นอั้นเห็นดังนั้นก็นึกถึงความรักครั้งเก่า เขาไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและไม่ต้องการให้แม่คอยบงการชีวิตเหมือนที่ผ่านมา จึงตามไปส่งยกเซี่ยที่บ้านโดยไม่สนใจเหม่ยหลิง เหม่ยหลิงจึงสั่งให้เจมส์สืบประวัติยกเซี่ยและพบข้อมูลที่น่าตระหนกตกใจ (คุณเป็นน้องสาวอดีตคนรักเสิ่นอั้น) เหม่ยหลิงคิดจะแยกเสิ่นอั้นกับยกเซี่ยเหมือนที่เคยทำกับรักแรกของเสิ่นอั้น จึงคิดแผนส่งเขากลับไปดูแลธุรกิจที่อเมริกา แต่คราวนี้เสิ่นอั้นไม่ยอมให้แม่บงการและไม่ยอมปล่อยยกเซี่ยไป เขาจึงขอคุณแต่งงานแบบฟ้าผ่า แต่ยกเซี่ยคิดว่าเขาพูดเล่นจึงไม่ใส่ใจ หลังรู้ว่าแม่ของตนใช้เงินฟาดหัวยกเซี่ย เขาจึงลากยกเซี่ยไปหาแม่แล้วจูบโชว์เพื่อให้รับรองว่ายกเซี่ยเป็นผู้หญิงของตน ยกเซี่ยวิ่งหนีไปด้วยความโกรธและอับอาย เพราะคิดว่าเขาใช้คุณเป็นเครื่องมือในการเปิดศึกกับแม่

เมิ่งเสี่ยงกลัวว่าตนจะตกกระป๋องหากแม่กับไท่ตี๋แต่งงานแล้วมีลูกด้วยกัน จึงแอบบอกไท่ตี๋ว่าแม่ของตนกำลังคบกับเสิ่นอั้นอย่างลับๆ และเคยหายไปด้วยกันทั้งคืน ไท่ตี๋ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดหวัง เขาจึงเปลี่ยนใจไม่ตามยกเซี่ยไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด และนั่นก็ทำให้พ่อของยกเซี่ยโมโหจนเผลอทำลายแจกันล้ำค่าของเพื่อให้นบ้าน (หลังดีใจเก้อเพราะนึกว่าบุตรสาวมีแฟนเสียที) ยกเซี่ยจึงตัดสินใจขายบ้านที่พี่สาวทิ้งไว้ให้หมายนำเงินมาใช้หนี้ให้พ่อและเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ (ค่าเทอมเมิ่งเสี่ยง ค่าผ่าตัดเหยาเหยา ค่ายาพ่อ ใช้หนี้เงินกู้ ฯลฯ) เมื่อติงเฟยรู้เข้าจึงรีบนั่งแท็กซี่มาหา (รถคุณเข้าอู่) และตำหนิยกเซี่ยยกใหญ่ พอรู้ว่ายกเซี่ยจะไปตามหาหมอเยว่ที่สวนสาธารณะนอกเมือง  (คุณได้ยินว่าเขาสามารถรักษาเหยาเหยาได้) ติงเฟยจึงอาสาไปเป็นเพื่อให้นและแอบโทรฯ ตามไท่ตี๋แต่ไท่ตี๋โกหกว่าติดงาน ปรากฏว่านอกจากจะไม่เจอหมอเยว่แล้วสองสาวยังติดฝน แถมไม่มีรถกลับ มิหนำซ้ำยกเซี่ยยังไข้ขึ้นสูงอีกด้วย

ขณะที่ติงเฟยกำลังร้อนใจและทำอะไรไม่ถูก เสิ่นอั้นก็โทรฯ มาหายกเซี่ยหมายสอบถามเรื่องแต่งงาน พอรู้จากติงเฟยว่ายกเซี่ยไข้ขึ้นและกำลังติดฝน เสิ่นอั้นจึงรีบไปรับสองสาวและพายกเซี่ยไปส่งบ้านทำให้รู้โดยบังเอิญว่ายกเซี่ยขายบ้านแล้ว หลังจากนั้น เสิ่นอั้นก็รุกหนักเพื่อให้ให้ยกเซี่ยใจอ่อนยอมแต่งงานกับตน เมื่อติงเฟยกับเอ้อร์เผิงรู้เข้าจึงยุให้ยกเซี่ยแต่งงานกับเสิ่นอั้น (เพราะไท่ตี๋มัวแต่ถอดใจและถอยไปตั้งหลัก) ซึ่งในตอนนั้นยกเซี่ยเองก็ชักเริ่มรู้สึกหวั่นไหว ในที่สุดเสิ่นอั้นก็จับยกเซี่ยแต่งงานกระทันหันแบบมัดมือชก แต่หนทางของทั้งคู่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ส่วนบทสรุปของเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามชมได้ใน "รักห่างไกล หัวใจไม่ห่างกัน" (Far Away Love) ทางพีพีทีวี

เจจุงวอน ตำนานแพทย์แห่งโชซอน ตอนที่ 18

“นับจากวันนี้ไป ข้าไม่ใช่ชนชั้นสูง…อีกต่อไปแล้ว”

โดยยังต้องการให้เฮรอนรู้ถึงความตั้งอกตั้งใจของเขาจึงได้ตัดผมที่ไว้ยาวตามธรรมเนียมของโชซอน เป็นผมสั้นแบบสากล และทำตัวเหมือนชนชั้นต่ำ ความประพฤติของเขาสร้างความไม่พอใจให้กับคูฮอนและผู้จัดการโอเป็นอย่างมาก แต่เฮรอนก็ยังไม่สนใจ

“โดยัง ๆ ทำไมเจ้าถึงทำอะไรวู่วามแบบงี้นะ? นี่เจ้าเสียสติไปแล้วเหรอ ไม่อย่างนั้นข้าไม่เชื่อแน่ ตอนนั้นเจ้าต้องเสียสติใช่มั้ย” คูฮอนต่อว่า

“นี่ โดยัง ไม่รู้เหรอว่าความผิดรองจากกบฏ คือผิดหลักสามคุณธรรมห้า เรื่องนี้เจ้าเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ? นี่เป็นเรื่องเหลวไหลที่สุด นี่เจ้ากำลังทำให้ข้า…รู้สึกอับอายมาก” ผู้จัดการโอบ่น

“นี่ ติด ติดกลับไป ๆ ติด ๆ กลับไปได้รึเปล่า” คูฮอนพยายามเอาผมที่ตัดออกไปแล้วติดเข้าที่เดิม

“ท่านอาครับ น้ำที่สาดไปมันเก็บไม่ได้แล้ว อีกอย่างข้าก็ไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำไปเลย ข้าเคยพูดเรื่องการปฏิรูปสู่สมัยใหม่มาตลอด คิดว่าออกจากสำนักศึกษาออกจากบ้าน ก็จะหนีพ้นความเป็นลูกหลานขุนนางไปได้ แต่ที่จริงในตัวข้า กลับมีหัวใจของความเป็นตระกูลสูง ฝังรากลึกมาโดยตลอด” โดยังบอกถึงความตั้งมั่นของเขา

“ไม่นะ ฐานะของชนชั้นสูงมันเปลี่ยนไม่ได้ จู่ ๆ จะมาบอกว่าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ยังไงกัน?”

“เรื่องนี้ ก็เหมือนกับที่อาจารย์โอบอกมาเมื่อกี้ ข้าทำผิดมากพอจะถูกขับออกจากตระกูลแล้ว ข้าจะใช้แค่ร่างกายที่พ่อแม่ให้ผ่านา ข้าจะใช้มันเริ่มชีวิตใหม่ สร้างทุกอย่างขึ้นด้วยตัวข้าเอง ดังนั้นจากนี้ไปพวกท่านต้องปฏิบัติกับข้าเหมือนผู้เรียนคนอื่น นี่เป็นความรู้สึกจากใจข้า ได้โปรดเข้าใจข้าด้วย” โดยังเคารพคูฮอน สร้างความอ่อนอกอ่อนใจให้กับคูฮอนยิ่งนัก “เฮ้อ โอ๊ย… เจ้านี่อะไรกัน เฮ้อ ๆ ๆ เจ้าเด็กคนนี้จะทำยังไงดี”

ซ๊อกรันนำจักรยานมาสอนให้ฮวางจองขี่ “วิธีขี่ก็แค่จับคอคันบังคับ แล้วประคองคันบังคับไม่ให้เอียงไปตามทิศที่จะล้ม เอาละ งั้นมาเริ่มกันเลย ฮิ ๆ”

ซ๊อกรันจับจักรยานให้ฮวางจองลอง แต่ที่แฮนด์ก็ส่ายไปมาและล้มลง “โอย เจ้านี่มัน ยากกว่าที่คิดอีก ฮึ่ย ๆ อูย ๆ…”

“รีบลุกขึ้นเถอะ” ซ๊อกรันบอก และให้ฮวางจองลองขี่ใหม่ จนกระทั่งเริ่มขี่ได้ “โอ้ ข้าขี่ได้แล้ว ได้แล้ว ข้าขี่ได้แล้ว โอ๊ย… แฮ่ก ๆ อูย ๆ เหวอ ๆ ๆ …” ขี่ไปมาก็ล้มลงอีกรอบ ซ๊อกรันรีบเผ่านาดู “บันฑิตฮวาง เป็นอะไรรึเปล่าคะ?”

“โอย ข้าไม่เป็นไรหรอก กลัวว่าข้า จะทำให้จักรยานของคุณหนูพังซะมากกว่า อึ้ย ๆ เดี๋ยวขอดูก่อนนะ”

“คือว่าสายโซ่หลุดแล้วน่ะ”

“หลุดจริง ๆ ด้วย”

“ใส่กลับไปเหมือนเดิมแล้วครับ” ฮวางจองยิ้ม ซ๊อกรันก็ยิ้มตอบ

หลังจากตัดผมสั้นต่อหน้าเฮรอนและเพื่อให้นฝูงแล้ว โดยังก็ปฏิบัติตัวต่อเพื่อให้นผู้เรียนแพทย์ พยาบาลที่เป็นชนชั้นต่ำอย่างไม่รังเกียจเหมือนเมื่อก่อน และแม้กับคนไข้ โดยังก็ไม่ก้าวร้าวเหมือนที่เคยเป็น

“อืม…ที่เด็กมีไข้แล้วชักเกิดจากอาหารไม่ย่อย” เฮรอนบอก

“โอย… เมื่อเช้าเค้ากินข้าวกับพ่อของเค้า ข้ามองว่าเค้ากลืนลงไปทั้งที่ยังไม่ทันเคี้ยวเลย” แม่ของเด็กร้อนใจ

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พวกข้าจะช่วยกันถูมือกับถูเท้าเค้าให้อุ่นเอง ไข้จะได้ลดลงหน่อย” โดยังบอกกับแม่ ก่อนจะหันไปดูแลเด็กอย่างใส่ใจ “เท้าของหนูเย็นมากเลย ฟู่…ฟู่ ๆ”

ขณะเดียวกัน มีคนฝากรูปมาตังแกให้โดยังมาให้ฮวางจอง โดยังมองรูปด้วยความสนใจ ก่อนจะเอารูปไปให้ฮวางจอง

ในที่สุดเฮรอนก็เลือกโดยังเป็นผู้ช่วยของเขา “ผมจะเลือกเบ๊กโดยังให้มาเป็นผู้ช่วยแพทย์ของผม” สร้างความแปลกใจให้กับหลาย ๆ คน เฮรอนจึงได้บอกถึงเหตุผล

“ในบันทึก การให้คะแนนของดอกเตอร์อัลเลน ได้ให้คะแนนนักศึกษาเบ๊กไว้สูงมาก บวกกับที่เค้าเคยเป็นผู้ช่วยผม ในการผ่าตัดมาเค้าก็แสดงความชำนาญได้ดี ความรู้ทางการแพทย์ ของนักศึกษาเบ๊กก็โดดเด่นกว่าทุกคน ผมหวังว่า ทุกคนจะไม่เข้าใจเค้าผิดไป สุดสัปดาห์นี้ จะเป็นการสิ้นสุดการเรียน สัปดาห์หน้าจะเป็นการทดสอบความรู้ของทุกคน เพราะฉะนั้น คนที่จะเป็นแพทย์ฝึกหัดขั้นต่อไป จำเป็นที่จะต้องผ่านการสอบนี้ให้ได้ก่อน”

“แม้กระนั้น ท่านเคยบอกว่าจะมีการคัดคนออกสี่คน คิมโทนออกไปแล้ว ก็เท่ากับคัดออกสามคนก็พอสิ?”

“ถ้าความชำนาญไม่ถึง ผมจะให้พวกคุณสอบตกหมด” เฮรอนบอก

“คือว่าไม่มีการแจ้งไว้ล่วงหน้า การสอบ ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ใช่รึเปล่าครับ?”

“นั่นน่ะสิครับ เพราะพวกข้าต่างก็ผ่านการสอบเผ่านาเหมือนกัน”

เฮรอนประกาศต่อหน้าทุกคน “หลักเกณฑ์ ผมเป็นผู้ให้การ ผมจะกำหนดเอง จะมีสอบฟัง วินิจฉัยโรค การผ่าตัด รวมไปถึงการสอบข้อเขียนด้วย ในจำนวนนี้การสอบ ฟังเสียงแล้ววินิจฉัยโรคเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้ามีการตรวจที่ดี ก็จะมีโอกาสวินิจฉัยโรคได้ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และก่อนการสอบ ผมจะให้โจทย์พวกคุณก่อน พวกคุณต้องตรวจคนไข้ 50 คน แล้วทำการบันทึก การวินิจฉัยโรคแล้วส่งมาให้ผมตรวจ”

เด็กนักเรียนแพทย์ต่างรู้สึกหนักใจตาม ๆ กัน

ล่ามยูนำยามาส่งที่เจจุงวอน พอเห็นความเปลี่ยนแปลงของโดยังก็แปลกใจมาก

“อ้อ ถ้าไปเรียนต่ออเมริกาหรือว่าญี่ปุ่น ข้าก็คงต้องตัดผมทิ้งเหมือนกัน มาตัดตอนนี้ยังถือว่าช้าไปด้วยซ้ำ”

“แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ในสังคมของเราก็คงยากจะยอมรับเรื่องการตัดผมสั้นนี้ได้” ล่ามยูยังอึ้งไม่หาย

“แล้วซ๊อกรันล่ะ เจ้าคิดว่ายังไง?” โดยังหันไปถามซ๊อกรัน ซ๊อกรันบอกนิ่ง ๆ “ข้า ก็รู้สึกตกอกตกใจนิดหน่อย ท่านดูไม่เหมือนคุณชายที่ข้ารู้จัก”

“เจ้าพูดอะไรอย่างนั้น ข้าก็เป็นเบ๊กโดยังที่เจ้ารู้จักแหละ ตอนแรกอาจดูไม่คุ้นอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็คุ้นไปเอง แม้กระนั้น ข้าความคิดว่ามียาจะลดน้อยลงมาก” โดยังสังเกตเห็น ล่ามยูรีบบอก “เอ่อ เรื่องนี้เป็นเพราะว่า ก่อนจะเข้าเมืองมา เราถูกดักปล้นเอายาไปส่วนนึงน่ะ”

“ถูกดักปล้นเหรอครับ แล้วท่านปลอดภัยดีใช่มั้ย?”

“ใช่ เดี๋ยวนี้ ข้าไม่ได้เป็นคนไปเอาของด้วยตัวเอง แม้กระนั้นนี่ก็ไม่ใช่หน้าแล้ง แต่กลับมีพวกโจรขโมยชุกชุมกันขนาดนี้ อีกอย่างนึงตอนนี้พวกโจรยังมีปืนติดตัวกันด้วย ข้าเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”

“วันหน้าคงต้อง พกอาวุธติดตัว ขอให้คุณระวังด้วยนะ แล้วนั่น ของพวกนั้นอะไรน่ะ นี่มันกำมะถันนี่ครับ”

“หมออัลเลนเคยสั่งให้ผมซื้อไว้เพื่อให้รักษาคนไข้โรคผิวหนัง แต่หมอเฮรอนบอกว่า มีวิธีรักษาโรคผิวหนังแบบอื่น ไม่จำเป็นต้องใช้พวกนี้แล้ว” ล่ามยูบอก

“ถ้างั้น ก็เก็บไว้ในห้องยาก็ได้ค่ะ” ซ๊อกรันเสนอ

“เรื่องนี้ข้าเองก็เห็นด้วย เพราะตอนนี้ข้าเป็นผู้ช่วย ข้าจะช่วยดูแลให้เอง ท่านก็เก็บไว้ที่นี่แหละ”

“อ้อ คงไม่ได้หรอก ที่นี่เคยเกิดเหตุระเบิดมาก่อน ข้าคิดว่าควรเอากลับไปไว้ที่บ้านน่ะ”

พอฮวางจองได้รูปของมาตังแกมาจึงนำมาให้ชักแทดู ชักแทพยายามเดาที่มีของรูป “หรือว่าหมออัลเลนจะฝากคนนำมาให้ เค้ามีกล้องถ่ายรูปนี่”

“หมออัลเลนไม่มีทางรู้จักพ่อข้าอย่างแน่ๆ”

“เอ่อ นั่นสิ คนที่ส่งรูปนี้มาควรต้องเป็น คนมีกล้องแถมรู้ด้วยว่าคนในรูปนี้เป็นพ่อของเจ้า ไม่ใช่คนในเจจุงวอนแน่เหรอ?”

“คงอย่างนั้น ถ้าเป็นคนในเจจุงวอน คงไม่มีทางฝากให้คนเอารูปถ่ายมา”

“เป็นใครนะ แต่ยังไงก็ช่างเถอะ เจ้าก็ทำตัวเป็นเหมือนปกติ แล้วไปสืบดูสิว่าใครเป็นคนทำ เข้าใจมั้ย?” ฮวางจองสั่ง

ที่แท้คนที่นำรูปมาตังแกไปให้ฮวางจองก็คือวาตานาเบ้นั่นเอง วาตานาเบ้บอกทูตญี่ปุ่นว่ามีคนฆ่าสัตว์เป็นเด็กนักเรียนแพทย์อยู่ในเจจุงวอน และหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็คงไม่มีประชาชนคนไหนกล้าไปรักษาที่เจจุงวอนแน่ ทูตญี่ปุ่นรู้ว่าเจจุงวอนกำลังขาดแคลนยา จึงคิดจะตัดเส้นทางยา โดยการเล่นงามล่ามยูซึ่งเป็นคนนำยามาให้เจจุงวอน

ทูตญี่ปุ่นได้คิดแผนโดยปล่อยข่าวว่าตอนนี้มีปัญหาภัยแล้งติดต่อกัน จนประชาชนไม่มีจะกินต้องออกมาปล้นสดมภ์ โดยโยนความผิดว่าปืนที่ประชาชนซื้อมาปล้นมาจากตลาดมืด และคนที่นำปืนออกมาขายคือล่ามยู

เรื่องนี้ถูกนำถวายรายงานต่อพระเจ้าโกจง “อะไรนะ โจรมีอาวุธปืนด้วยงั้นรึ คนพวกนี้ไปเอาอาวุธปืนมาจากที่ไหน”

“กระหม่อมเคยได้ยินมาว่า มีการลักลอบนำเข้าผ่านตลาดมืด”

“ตลาดมืด? เจ้าบอกว่าตลาดมืดอย่างนั้นเหรอ?”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท มีฎีการ้องเรียนว่า มีขุนนางล่ามที่พัวพันกับตลาดมืดพ่ะย่ะค่ะ”

ผู้เรียนแพทย์ทุกคนจำเป็นจะต้องออกตรวจเพื่อให้วินิจฉัยโรคตามที่เฮรอนบอก โดยทุกคนจำเป็นที่จะต้องตรวจให้ได้ 25 คนขึ้นไป เด็กนักเรียนแพทย์ทุกคนจึงตั้งอกตั้งใจทำงานอย่างสุดกำลัง

ชุนฮวากลับไปทำงานที่หอนางโลม นางได้ข่าวว่ามีนักศึกษาแพทย์ออกมาตรวจประชาชน จึงมาขอร้องฮวางจองและซ๊อกรันให้ไปช่วยเพื่อให้นนางโลมที่กำลังถูกขายไปอยู่ต้าชิง ทั้งสองไปช่วยตรวจและโกหกทางต้าชิงว่านางโลมที่เขาต้องการเป็นกามโรค ทำให้พวกต้าชิงไม่กล้ารับนางโลมนั้นไป

หลังจากเฮรอนได้ตรวจบันทึกการทำงานของนักศึกษารวมทั้งเริ่มบอกถึงผลการทำงาน

“นักศึกษาเบ๊ก ทำการตรวจคนไข้ได้มากที่สุด มากกว่าหนึ่งร้อยคน” เฮรอนบอก นักศึกษาทุกคนต่างก็ฮือฮา “นี่คุณ พุ่งเป้าไปที่การตรวจรักษากลุ่มบัณฑิตหรือ?”

“โอ้ว ท่าน ผอ.นี่เก่งจริง ๆ พวกข้าไปสำนักศึกษาหลวง”

“อาหารไม่ย่อยพบมากที่สุด ปวดหัวนอนไม่หลับรองลงมา และก็มีท้องผูกริดสีดวงทวาร โรคพวกนี้เป็นโรคที่ชอบพบมากในกลุ่มนักศึกษา…นักศึกษาฮวาง คุณตรวจได้ไม่ครบตามเป้านะ”

ฮวางจองน้อมรับ เพราะเขาได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปช่วยนางโลม “ขอโทษด้วยครับ ได้โปรดให้เวลาข้าอีกสักวัน ข้าจะตรวจให้ครบ”

“การทำให้สำเร็จ มันคนละเรื่องกับจะทำ คนที่ทำไม่ได้ตามภารกิจ ผลที่เลวร้ายที่สุด อาจจำเป็นที่จะต้องสอบตก นี่เป็นหลักเกณฑ์ของผม” เฮรอนประกาศ

ชักแทเป็นห่วงฮวางจองจึงถามว่าเมื่อกลางวัน ฮวางจองไปไหนมาถึงตรวจรักษาผู้ป่วยไม่ครบจำนวน ฮวางจองบอกความจริง ทำให้ชักแทเป็นห่วงมาก

“เจ้าตื่นสักทีได้มั้ย เจ้าลืมสภาพตัวเองไปแล้วรึ คิดดูถ้าคนที่ส่งรูปใบนั้นมารู้ว่าเจ้ากับคุณหนู ซ๊อกรันไปไหนกันล่ะ ข้าบอกให้ใช้ชีวิตปกติแต่ไม่ได้ให้เจ้าไปทำเรื่องแบบนั้นนี่นา”

“เรื่องแบบนั้นอะไร?”

“บอกผ่านาตามตรงเถอะ เจ้ากับคุณหนูซ๊อกรันไปไหนกันมา”

“ก็ไม่ได้ไปที่ไหน ก็ไปที่หอนางโลมกันมาน่ะ”

“แล้วนอกจากนั้นล่ะ ทำไก๋อีก เดี๋ยวก่อน หรือว่าที่เจ้าจูบคุณหนูในวังครั้งนั้น เลยทำให้อยากพัฒนาไปอีกขั้น โอ้ว เจ้าเดินมาถึงจุดจบแล้วรู้มั้ย?”

“นี่เจ้าพูดเรื่องอะไรเรื่องเนี่ย?”

“นี่ ข้าเคยดูดวงให้เจ้าตั้งสามครั้ง เจ้ากับคุณหนูซ๊อกรันไม่ใช่เนื้อคู่กันแน่ๆ ดวงของพวกเจ้าเข้ากันไม่ได้” ชักแทย้ำ

“ไหนเจ้าว่าดูไม่แม่น”

“ข้าถึงได้ดูสามครั้งไง สามครั้งแน่ะ”

“ต่อให้ดูอีกสี่ห้าครั้งสิบครั้งก็ไม่แม่นหรอก”

“น่าน.. ในสายตาเจ้ามีแต่ผู้หญิงและดูถูกเพื่อให้นคนนี้แล้วใช่มั้ย ใช่เซ่ เจ้าไม่เคยใส่ใจคำพูดข้าอยู่แล้ว” ชักแทบ่นอย่างน้อยใจ

“ผ่านีความคิดของข้า เจ้าอย่ายุ่งเรื่องนี้เลย”

“ตอนนี้ตาเจ้าถูกความรักบังจนมิดไปแล้ว ถ้าคุณหนูซ๊อกรันรู้ว่าเจ้าเป็นคนฆ่าสัตว์มันจะเป็นยังไงล่ะ?ถ้าหากนางรู้เข้าละก็..”

ฮวางจองสวนกลับมา “นางรู้ทุกอย่างแล้ว”

“นางรู้ทุกอย่างแล้วหรือ ฮะ ๆ ๆ ว้าว งั้นคุณหนูซ๊อกรันก็เสียสติไปแล้วแน่ ๆ คงเป็นบ้าไปแล้ว ฮะ ๆ”

“ดังนั้นเจ้าต้องแกล้งเป็นไม่รู้”

“นี่ ข้าจะถามเจ้าอีกอย่าง เจ้าคิดจะแต่งงาน กับคุณหนูซ๊อกรันใช่มั้ย?”

“อย่าพูดเหลวไหลอยู่เลย เจ้าเรียกผ่านาคุยเรื่องอะไร?”

“เฮ้อ ข้าไม่รู้จะเผชิญหน้ากับเรื่องแบบงี้ยังไง?”

“นี่ เจ้ารีบพูดมาซักทีสิ” ฮวางจองซัก

“ข้าจะพูดก็ได้ ข้าไปถามเรื่องรูปถ่ายของลุงมา ในเจจุงวอนไม่มีใครมีกล้องถ่ายรูปแน่ สถานทูตอเมริกันมีหนึ่งตัว แต่ข้าก็ได้ยินว่ากล้องตัวนั้นตอนนี้เสียไปแล้ว ดังนั้น คนที่ส่งรูปมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจจุงวอนแน่ๆ อีกอย่าง คนที่พอจะ มีกล้องในเมืองนี้ข้าก็ไปสืบมาหมดแล้ว น่าจะมีทั้งหมดประมาณสิบตัวได้ แต่ใครมีกล้องอยู่บ้าง เรื่องนั้นข้า ข้ายังสืบไม่ได้”

“ทำไม?”

“คิดว่าใครเค้าจะมาบอกยามเฝ้าประตูอย่างข้าล่ะ แม้กระนั้นอีกไม่กี่วัน ต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าเป็นรูปที่ใครถ่าย”

“ทำยังไง” ฮวางจองยังมองไม่เห็นทาง

“ก็ไปถามกับพ่อเจ้าตรง ๆ เลยไงเล่า” ชักแทบอก

ล่ามยูเอากำมะถันมาเก็บไว้ที่บ้าน แต่กลับเปลี่ยนเป็นว่าเขาเป็นพวกซ่องสุมอาวุธ จึงถูกทางการมาจับตัว

“โอ้ย เดี๋ยวสิ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?” ล่ามยูร้องโวยวาย

“ตกลงสามีข้าทำอะไรผิดก็บอกมาก่อนสิ”

“รายงานใต้เท้าครับ พวกข้าพบ หีบนี้อยู่ในโกดังครับ เป็นกำมะถัน” ทหารเผ่านา

“แล้วไม่พบอาวุธปืนรึ?”

“เราพบเพียงแค่นี้เท่านั้นครับ”

“แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

ซ๊อกรันเผ่านาเห็นพ่อถูกจับก็สะดุ้ง

“ข้าได้รับแจ้งว่าท่านใช้ตำแหน่งขุนนางล่าม แอบค้าขายอาวุธในตลาดมืดและมีของผิดกฎหมาย แถมะลอบจำหน่ายอาวุธปืนให้โจร จนเป็นเหตุให้มีการก่อความวุ่นวายขึ้น” มือปราบบอก

“ไม่เป็นความจริงเลยครับ” ล่ามยูพยายามบอก ซ๊อกรันก็การันตี “ไม่จริงค่ะ”

“หนอยแน่ะ หลักฐานชัดเจนยังคิดบ่ายเบี่ยงอีก กำมะถันเป็นวัตถุดิบที่ใช้ทำกระสุนปืน อีกอย่างกำมะถันเป็นวัตถุต้องห้ามทั้งในต้าชิง ในญี่ปุ่น รวมทั้งในโชซอนด้วย กำมะถันนี้แค่ดูก็รู้ว่า เป็นกำมะถันชั้นดี แค่รู้วิธีประกอบ ก็สามารถนำมาทำระเบิดที่ร้ายแรงได้สบาย”

ซ๊อกรันรีบบอก “กำมะถัน ซื้อมาผลิตยารักษาโรคผิวหนัง”

แต่มือปราบไม่เชื่อ “นี่เจ้าจะให้ข้าเชื่อคำพูดของเจ้าอย่างนั้นเหรอ เอาตัวไป”

“ท่านพ่อคะ ๆ “

“ท่านพี่คะ ๆ ๆ ๆ ๆ” ซ๊อกรันและแม่พยายามขอร้องแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

“ซ๊อกรัน ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ พ่อไม่ได้ทำผิด ไม่เป็นอะไรหรอก”

“ท่านพ่อคะ ๆ”

ซ๊อกรันนำเรื่องที่ล่ามยูถูกทางการจับตัวไป มาปรึกษาฮวางจองและโดยัง

“มีคนไปแจ้งความรึ?”

“ค่ะ ในหนังสือที่แจ้งมาเขียนว่าท่านพ่อ ขายปืนให้พวกโจรมาก่อความวุ่นวาย”

“แม้กระนั้นเรื่องนี้มันเหลวไหลที่สุด” ฮวางจองบ่น

“เป็นเพราะ พวกเค้าค้นเจอกำมะถันที่บ้าน จึงแก้ต่างอะไรไม่ได้เลย” ซ๊อกรันหน้าเศร้า

“แต่กำมะถันพวกนั้น หมออัลเลนสั่งมาเพื่อให้จะทำยาโรคผิวหนังนี่”

“พวกเค้าไม่เชื่อที่ข้าพูด ถ้าจะสู้คดีนี้ ต้องให้หมออัลเลนมาเป็นพยาน แต่ตอนนี้เค้ากลับไปที่อเมริกาแล้ว”

โดยังครุ่นคิด ก่อนจะนึกถึงหมอเฮรอน “ท่าน ผอ.เฮรอน ท่านช่วยไปพูดกับพวกเค้าว่าท่านเป็นคนสั่งเองได้รึเปล่า?”

“แม้กระนั้นนั่นคือการโกหก อีกอย่างผมเอง ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องกำมะถันอะไรนี่มาก่อน ถ้าหากถูกจับได้ว่าโกหก อาจจะทำให้มีปัญหาภายหลังได้” เฮรอนบอก

“ที่ท่าน ผอ.เฮอรอนพูดมาก็ถูก”

“ถ้าอย่างนั้นต้อง ทำวามรู้ความเข้าใจกับเรื่องนี้ก่อน” โดยังพยายามคิดหาทาง

โดยังนำเรื่องมาปรึกษาคูฮอนและผู้จัดการโอ ทั้งสองไม่สนใจเรื่องล่ามยู เพราะนึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตน

“ข้าคิดไปคิดมาแล้วนะ ตอนนี้อย่าเพิ่งจะสนใจเรื่องล่ามยูเลย เราควรจะมาคิดปัญหาเรื่องของเราก่อนดีมากกว่ามั้ย ในเมื่อเรื่องมันบานปลาย เราคงต้องคิดแผนสับเปลี่ยนบัญชีกันหน่อย อ๊า ๆ ๆ รู้น่า ข้ารู้หรอก ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ต้องหาทางช่วยล่ามยูออกมาก่อนใช่มั้ย แม้กระนั้นข้าเป็นผู้จัดการจะไม่นึกถึงเจจุงวอนก่อนได้ยังไงกันเล่า?”

“เรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับเจจุงวอนอย่างมาก เราต้องสืบให้ได้ว่าใครเป็นคนส่งหนังสือ ไปแจ้งความว่าใต้เท้ายูเกี่ยวข้องกับตลาดมืด”

“มาสืบเรื่องนั้นตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร ห๊ะ? ข้าได้ยินว่าพวกเค้าไปค้นเจอกำมะถันในบ้านหลักฐานมัดแน่นซะแบบนั้น” ผู้จัดการโอก็ไม่สนใจเช่นกัน

“ข้าถึงได้ความรู้สึกว่ามันแปลกไง เรื่องซื้อกำมะถันคนในเจจุงวอนยังไม่รู้ แต่กลับมีคนรู้แล้วเอาไปแจ้งความ แล้วทางการยังไปค้นตอนที่พึ่งซื้อมาพอดี” โดยังสงสัยมาก

“ที่เจ้าพูดหมายความว่า มีคนคิดตัดแหล่งที่มาของยารักษาโรคในเจจุงวอน” ผู้จัดการโอสรุป

“คงจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่รีบไขปัญหาเรื่องนี้”

“เรื่องอย่างงี้ก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่จบสิ้น จนถึงสุดท้ายเจจุงวอนก็ต้องปิดตัวลง”

“ถูกต้องแล้ว”

“เข้าใจแล้ว ผ่านีเครือญาติคนนึงทำงานในสำนักราชเลขา ข้าจะไปขอให้เค้าช่วยสืบเรื่องนี้ดู” ผู้จัดการโอบอก

“ในฐานะผู้จัดการ เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเจจุงวอน ข้าจะไม่นิ่งดูดายแน่ ขุนนางระดับสี่ขึ้นไปในตระกูลข้าก็มีเป็นสิบคน เรื่องแค่นี้ทำไมจะจัดการไม่ได้”

“ดี ถ้างั้นข้าจะรีบไปพบหัวหน้ามือปราบเดี๋ยวนี้” โดยังบอก

มือปราบซักถามล่ามยูเรื่องค้าอาวุธ แต่ล่ามยูก็ยังปฏิเสธไม่รู้เรื่อง

“หยุด เอาละ หลักฐานมัดแน่นเจ้ารีบรับสารภาพมาดีมากกว่า”

“ข้าไม่เคยค้าขายอาวุธให้กับพวกโจรเลย ข้าซื้อกำมะถันเผ่านาเพื่อให้มาทำยาเท่านั้น”

“เจ้าเป็นแค่ขุนนางล่ามเล็ก ๆ ทำไมถึงมีเงินดอลลาร์อย่างมากอย่างนั้น แค่เดินเข้าไปในบ้านเจ้าก็ได้กลิ่นเงินสกปรกแล้ว”

“ล่ามอย่างพวกข้า เดินทางไปต้าชิงครั้งนึง จะได้รับค่าทดแทนเป็นโสมคนอย่างดีจำนวนแปดกระสอบ เพื่อให้ไปขายเป็นเงินค่าเดินทาง พวกข้านำโสมไปขาย เพื่อให้แลกมาเป็นทรัพย์สิน”

“งั้นเหรอ ถ้ารู้อย่างงี้ข้าคงจะไปเป็นล่ามตั้งนานแล้ว แม้กระนั้น ต่อให้ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง แต่การนำเข้ากำมะถันโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ถือเป็นความผิดร้ายแรง”

“เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวยังไงดี แต่ข้า…สาบานได้ ว่าข้าไม่ได้ซื้อกำมะถันเผ่านาเพื่อให้มาทำกระสุนปืน”

“อยากเจ็บตัวอีกรึ เด็ก ๆ ทรมานต่อไปจนกว่าจะยอมยอมรับ”

“โอ้ย ๆ…” ล่ามยูถูกลงโทษแต่ก็การันตีว่าไม่รู้เรื่องค้าอาวุธ

โดยังมาพบกับคังวุคเพื่อให้ให้ช่วยเหลือล่ามยู

“นี่เป็นราชโองการตรงมาจากพระราชา พวกข้าเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน พอพระองค์ได้ยินว่าพวกโจรมีอาวุธออกปล้นประชาชน ตอนนั้นพระองค์ก็กริ้วนำมากจึง” คังวุคก็ลำบากใจ

“นั่นเป็นการกล่าวร้าย”

“แต่เราพบกำมะถันที่เป็นของต้องห้ามในบ้านเค้า”

“นั่นเป็นยาที่หมออัลเลนเคยฝากให้ซื้อเผ่านา”

“แต่ตอนนี้มันพิสูจน์อะไรไม่ได้แล้วนี่ เรื่องตอนนี้แม้แต่ข้าเองก็จนปัญญา ท่านลองปรึกษาขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าข้าเถอะ แต่ มีเวลาถึงแค่พรุ่งนี้เช้าเพียงแค่นั้นบ่ายวันพรุ่งนี้ จะส่งไปศาลไต่สวนแล้ว”

“ศาลไต่สวนรึ?”

“ใช่แล้ว และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงหมดทางจะช่วยได้จริง ๆ”

“เฮ้อ ข้าขอพบใต้เท้ายูหน่อยได้มั้ย?” โดยังถาม

“ปกติแล้วพบไม่ได้หรอก แต่ข้าเห็นแก่ท่าน”

“ขอบคุณท่านมาก”

โดยังพาแม่และซ๊อกรันมาพบล่ามยู

“ท่านพ่อคะ เป็นอะไรมากรึเปล่า?”

“ท่านพี่ ใครกันที่ทำกับท่านอย่างงี้ อะไรกันเนี่ย”

“ใต้เท้ายู ท่านช่วยอดทนอีกหน่อยนะ ข้าต้องช่วยท่านออกไปให้ได้” โดยังกล่าวอย่างมั่นใจ

“คุณชายเบ๊ก ท่านอย่าเหนื่อยแรงเปล่าเลย โลกนี้มีอะไรบางอย่างที่แก้ไขอะไรไม่ได้”

“ท่านพ่อคะ นี่ท่านพูดเรื่องอะไรเนี่ย?”

“ตอนบ่ายวันพรุ่งนี้ พ่อจะถูกส่งไปที่ศาลไต่สวน ได้ยินว่าพระราชาจะทรงไต่สวนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ยอมรับผิดก็ตาย ถ้าไม่ยอมรับผิด ก็ต้องตายอยู่ดี” ล่ามยูพูดอย่างหมดหวัง

“อ่อนแอแบบงี้ ดูไม่สมกับเป็นท่านเลยนะ ใต้เท้าเป็นเหมือนพ่อแท้ ๆ ของข้าคนนึง ได้โปรดเชื่อข้าเถอะ ว่าข้าจึงควรหาทางช่วยท่านออกไปให้ได้” โดยังย้ำ คิดหาทางช่วยล่ามยูให้ได้

นังนังต้องการเขียนรายงานส่งให้เฮรอนดูแต่นางเขียนหนังสือไม่เป็น จึงมาขอร้องจากฮวางจอง ฮวางจองนึกขึ้นได้ว่าทุกวันหมออัลเลนจะเขียนบันทึกการทำงานไว้ เขาจึงเอาบันทึกเก่า ๆ ของหมออัลเลนมาให้ซ๊อกรันดู

“ผ่านีบันทึกประจำวันของหมออัลเลน ลองดูตรงนี้สิ เมื่อสามเดือนก่อน หมออัลเลน เดินทางจากโรงพยาบาลไปรักษาคนไข้โรคผิวหนังคนนึงถึงบ้าน ตรงนี้”

“ซัลเฟอร์ เค้าเขียนไว้ว่าเค้าต้องการกำมะถัน” ซ๊อกรันพูดขึ้นมาอย่างมีความหวัง

“ข้าจะไปหาคนไข้ แล้วบอกให้พวกเค้าช่วยมาเป็นพยานให้เรา”

“ข้าคิดว่าน่าจะได้นะ”

“ใช่ พอพรุ่งนี้เช้าเราจะไปหาพวกเค้ากัน”

“ไม่ได้ เราต้องไปตอนนี้” ซ๊อกรันร้อนใจ

“คุณหนู ท่านจะไปที่ไหนตอนนี้ ท่านไม่รู้เหรอว่าที่นอกเมืองกลางคืนอันตรายมาก” วักเซงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง

“คุณหนู ข้ารู้ว่าท่านร้อนใจแต่เราควรจะรอถึงพรุ่งนี้เช้าดีมากยิ่งกว่า” ฮวางจองบอก แต่ซ๊อกรันย้ำ “ถึงพรุ่งนี้ก็ไม่ทันแล้ว”

“คุณหนูเอาเรื่องไปบอกคุณชายเบ๊กก่อนดีมั้ยคะ เพราะคุณชายเบ๊กก็กำลังหาทางช่วยนายท่านอยู่เหมือนกัน”

ซ๊อกรันบอกไม่มีเวลาแล้ว จึงจะขี่จักรยานไปกับฮวางจอง ทั้งสองขี่จักรยานมาที่หมู่บ้าน

“ตรงนั้นอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกห้าลี้”

“ดูเหมือนข้าจะเห็นแสงไฟอยู่ข้างหน้า ข้าถือให้เอง”

ระหว่างนั้นก็มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ฮวางจองรีบถาม “เจ้าเป็นใคร”

“จะเป็นใคร ก็ต้องเป็นคนที่ดักเฝ้าเก็บค่าผ่านทางน่ะสิ โอ้โห ขี่จักรยานกันมาซะด้วย ท่าทางคงมีเงินเยอะล่ะสิ”

“พวกเจ้าจะทำอะไร”

“พวกข้า มีเรื่องด่วนที่จึงควรรีบเดินทางกัน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ  ได้โปรดปล่อยพวกข้าไปเถอะ”

“หลีกทางให้เราเดี๋ยวนี้”

“ถ้าอยากผ่านไปก็จ่ายค่าผ่านทางก่อนสิ”

“ข้าจะยกจักรยานคันนี้ให้ รีบให้พวกข้าไปก่อนเถอะ ขอร้องล่ะ”

“ฮึ่ย จักรยานต้องเป็นของเราแน่ แต่ค่าผ่านทางมันต้องจ่ายต่างหากสิ ฮั่นแน่ หน้าตาสวยด้วย ถ้าเอาไปขายนะ คงจะขายได้เงินมาไม่น้อย   แน่ ๆ” กลุ่มชายยิ้มมีแผน

“ไปให้พ้น” ฮวางจองตวาดและต่อสู้กับกลุ่มชายเหล่านั้น

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 4.1

จูโมน้อยอึนเจ (สาวโรงเตี๊ยม) เป็นห่วงเชมาก จึงบอกจูโมใหญ่ว่าตนจะไปเกลี้ยกล่อมให้เชเลิกทำงานล่าทาสที่เสี่ยงต่ออันตราย เพราะเชื่อว่าตัวเองหาเงินจากกิจการโรงเตี๊ยมได้มากพอที่จะแลดูเขา  แต่กลับถูกจูโมใหญ่ห้ามเอาไว้ จูโมน้อยอธิบายว่าคุณแค่อยากให้เขาเลิกทำให้คุณทุกข์ทรมาน ทุกวันนี้หัวใจคุณเต้นแรงจนอกแทบระเบิดเพราะความเป็นห่วง จูโมใหญ่บอกให้คุณทำตัวเป็นกุลสตรีและอดทนรอ โดยบอกว่าผู้ชายชอบผู้หญิงสงบเสงี่ยม ว่านอนสอนง่าย ไม่ใช่ผู้หญิงจุ้นจ้าน จากนั้นก็ไล่ให้คุณนำไก่ไปปรุงเป็นอาหารให้เช

* ตัวละครในเรื่อง (ต้นฉบับ) เรียก 2 สาวว่า จูโมใหญ่ และจูโมน้อย (จูโม ซึ่งก็คือผู้หญิงที่เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยม ซึ่งจำหน่าย อาหาร เหล้า และมีที่พักไว้คอยบริการ แต่ไม่มีการขายบริการทางเพศ

พอจูโมน้อยเข้าไปทำอาหาร จูโมใหญ่ก็แอบย่องไปหาเช คุณขอให้เชหยุดทำอาชีพล่าทาสที่เสี่ยงต่ออันตราย โดยบอกว่าแค่ทำโรงเตี๊ยมอย่างเดียวก็น่าจะอยู่ได้แล้ว  คุณขอให้เชเลิกทำให้คุณทุกข์ทรมานเสียที เพราะในตอนนี้หัวใจคุณเต้นแรงจนอกแทบระเบิด (วังซอนแหน็บว่าแบนซะขนาดนั้น ยังกล้าเรียกว่าหน้าอกอีก) จากนั้นคุณก็ขอตัวไปทำไก่มาให้เชทานเพื่อให้เป็นการปลอบขวัญ แทกิลบ่นว่าเขาเป็นคนโดนยิงแท้ๆ  แต่ทำไมแม่ทัพเชถึงได้กินไก่ (2 สาวโรงเตี๊ยมเรียกเชว่า "แม่ทัพเช")

แทกิลและเช พยายามวิเคราะห์ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนลอบยิงแทกิล เชบอกว่าไม่น่าใช่ซอน จีโฮ  (หัวโจกนักล่าทาสอีกกลุ่มที่เอาธนูมาไล่ยิงแทกิลในตอนที่แล้ว)  แทกิลบอกจีโฮไม่ฉลาดขนาดนั้น เชเลยถามว่าสงสัยใครหรือเปล่า แทกิลบอกเขานึกอะไรขึ้นได้บางสิ่งบางอย่าง ซอลฮวาซึ่งอยากมีส่วนร่วมกล่าวแทรกขึ้นมาว่าคุณก็คิดออกเหมือนกัน ทำให้ทั้ง 3 ชายหนุ่มต่างหูผึ่ง แต่พอคุณบอกว่าคนร้ายที่ยิงแทกิล คือ "คนชั่ว"  บรรดาชายหนุ่มๆ เลยออกอาการเซ็งไปตามๆ กัน 

แทกิลบอกว่ามีคนสั่งทำปืนที่โรงเหล็กเมื่อไม่นานมานี้ น้องเล็กวังซอนเห็นความตายเริ่มคืบคลานเผ่านาใกล้ เลยเสนอให้นำเงินที่เก็บไว้มาแบ่งกัน (แทกิลเป็นคนเก็บรักษาเงินให้ทุกคน) แต่นั่นไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ไว้ใจแทกิล หากเป็นเพราะทุกคนทำงานที่ค่อนข้างเสี่ยง เลยไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ หากแทกิลเป็นอะไรไป คนอื่นก็จะพลอยชวดเงินที่หามาได้ทั้งหมด

พี่ใหญ่เชคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องบังเอิญมากเกินไป นับตั้งแต่ได้รับการว่าจ้างให้ตามล่าแทฮาก็มีแต่เรื่องร้ายๆ เขาจึงรู้สึกหนักใจใจมาก เพราะนี่อาจเป็นเรื่องของเกมการเมือง และกล่าวว่าสิ่งแรกสุดที่พวกเขาต้องทำก็คือสืบหาให้ได้ว่าใครกันแน่ที่คิดลอบฆ่าแทกิล

เฮวอนช่วยรักษาบาดแผลให้แทฮาภายในถ้ำใกล้วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งบนภูเขา ขณะที่แทฮาฝันถึงเรื่องราวในอดีตอีกรอบ…

โอละพ่อ…ละครอลเวง (The King of Dramas)

"โอละพ่อ…ละครอลเวง (The King of Dramas)" เป็นละครเกี่ยวกับแวดวงสำราญใจเกาหลี โดยนำเสนอเรื่องราวของ "แอนโธนี่ คิม"  ซีอีโอบริษัทผลิตละครที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เงิน เป็นที่รู้กันว่าเขาคือผู้ผลิตมือทองเหตุเพราะละครส่วนใหญ่ของเขาล้วนประสบความสำเร็จ และนั่นก็ทำให้ดาราหนังนำที่ร่วมงานกับเขาแปลงเป็นผู้แสดงระดับฮันรยูสตาร์ (เป็นที่รู้จักและโด่งดังในต่างประเทศ) แต่หลังจากเขาใช้เงินฟาดหัวแมสเซ็นเจอร์ให้ส่งงานด่วนจี๋แบบซิ่งท้านรกจนแมสเซ็นเจอร์คนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตและเปลี่ยนเป็นข่าวครึกโครม อนาคตของเขาก็ดับวูบ เขาจึงพยายามกลับมาทวงตำแหน่ง 'เจ้าพ่อแวดวงละคร' คืนด้วยการผลิตละครเรื่องใหม่ให้นายทุนชาวญี่ปุ่น เพื่อให้ให้งานสำเร็จลุล่วงเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือและร่วมมือจากนักเขียนมือใหม่อย่าง "ลี โกอึน" ซึ่งฝันอยากเป็นนักเขียนบทระดับแถวหน้า กับ "คัง ฮยอนมิน" ผู้แสดงชายหนุ่มหล่อที่หพอดีเองและเอาแต่ใจ

ละครเริ่มขึ้นด้วยการเกริ่นนำเรื่องราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเบิกบานเกาหลี โดยมีเสียงบรรยายว่า ช่วงที่เกิดกระแส "ยงซามะ" (เป็นชื่อที่แฟนคลับ ชาวญี่ปุ่นเรียกดาราหนังเกาหลี "แบ ยงจุน" ด้วยความยกย่อง หลังจากเขาโด่งดังถึงขีดสุดจากละคร "เพลงรักในสายลมหนาว" (Winter Sonata) ซึ่งออกอากาศในเกาหลีเมื่อปี ค.ศ. 2002) อุตสาหกรรมเบิกบานเกาหลีใต้เฟื่องฟูสุดๆ ในญี่ปุ่น และผลของกระแสดังที่กล่าวถึงแล้วก็ทำรายได้ให้ประเทศมากถึง 1.196 ล้านล้านวอน (กว่า 3.6 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ดาราหนังสาว "ลี ยองเอ" จากละครแดจังกึมซึ่งมีชื่อโด่งดังและเป็นที่รู้จักใน 60 ประเทศทั่วโลก ก็ดูดเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาลมากถึง 1.196 ล้านล้านวอน (กว่า 9.1 หมื่นล้านบาท)

เหตุผลหลักที่ทำให้ทั้งคู่ดังเป็นพลุแตกคือ "ฮันรยู" (โคเรียนเวฟ – กระแสเกาหลีฟีเวอร์ที่ลามไปทั่วโลก) เพราะมีละครเกาหลีเหล่าดาราจึงได้รับความรักจากแฟนคลับ ทั่วทุกมุมโลก หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญแวดวงวิทยุโทรทัศน์เกาหลีถึงกับกล่าวว่า คนวัยชายหนุ่มสาวในเวียดนามอาจไม่รู้จักชื่อเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แต่พวกเขาไม่มีทางที่จะไม่รู้จักผู้แสดงฮันรยูสตาร์ชื่อดัง "จาง ดงกอน"

ผลของกระแสเกาหลีฟีเวอร์ทำให้เกาหลีใต้มีมูลค่าการส่งออกสินค้าชนิดต่างๆ (ที่เกี่ยวข้อง) สูงถึง 27 ล้านล้านวอน (กว่า 8.2 แสนล้านบาท) ต่อปี ในจำนวนนี้รวมทั้งการส่งออกดีวีดีละครและเพลงประกอบละคร ตลอดจนโทรศัพท์มือถือ เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งรถยนต์ที่เหล่าดาราดังใช้ในละคร ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาหยิบจับล้วนเป็นเงินเป็นทองแทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งต็อกโบกีซึ่งเป็นอาหารข้างทางของชาวเกาหลีก็ถูกปรุงแต่งให้เปลี่ยนเป็นอาหารมีระดับที่ถูกเสิร์ฟในภัตตาคารหรูของญี่ปุ่นหลังเหล่าดาราฮันรยูสตาร์ทานให้เห็นในละครอย่างเอร็ดอร่อย

เหล่าคนดูต่างชื่นชอบละครเกาหลี ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศ 'ญี่ปุ่น' ซึ่งเคยล่าอาณานิคมและผนวกเกาหลีเป็นแดนของตนตามสนธิสัญญาการรวมญี่ปุ่น-เกาหลีนานถึง 36 ปี หรือประเทศที่เคยคิดว่าอาณาจักรโคกูรยอเป็นแผ่นดินของตนอย่าง 'จีน' ตลอดจนประเทศของเจงกีสข่าน (ผู้ซึ่งเคยก่อตั้งจักรวรรดิทางบกที่มีอาณาเขตต่อเนื่องใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) อย่าง 'มองโกเลีย' (ละครแสดงให้เห็นภาพชาวต่างชาติกำลังเรียนภาษาเกาหลีจากละครเรื่อง "Secret Garden เสกฉันให้เป็นคุณ" ส่วนคนดูในประเทศมองโกเลียถึงขนาดขี่ม้าไปเอาจานดาวเทียมขนาดเล็กมาติดตั้งในกระโจมกลางทุ่งหญ้าเพื่อให้ดูละครเกาหลีโดยเฉพาะ)

เมื่อเสียงบรรยายกล่าวว่า "กว่าจะเป็นละครดังที่สร้างกระแสไปทั่วโลกอย่างที่เห็น มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ต้องตรากตรำทำงานอย่างหนัก…" ภาพก็ตัดไปที่ "ผู้กำกับฮง" ซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรยและเผลอสัปหงกขณะถ่ายทำตอนจบของละครเรื่อง "แรงรักแรงแค้น" แม้แต่พระเอกชายหนุ่ม "โอ อินซอง" (รับบทโดย "ชเว แทจุน" – ดาราหนังรับเชิญ) ก็เริ่มแบตหมดจึงเผลอหลับขณะรอผู้กำกับสั่งคัท แถมยังทำน้ำลายหยดใส่หน้านางเอก (รับบทโดย "ปาร์ก ชินเฮ" – ดาราหนังรับเชิญ) อีกต่างหาก

หลังจากนั้นผู้บรรยายก็กล่าวต่อว่า เพื่อให้ให้ได้เรตติ้งคนดูเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ช่วงเวลานับตั้งแต่การจัดแจงบทแต่ละตอน ไปจนถึงการแข่งขันด้านเรตติ้งกับละครของคู่แข่งภายใต้Systemการผลิตแบบถ่ายไปออนแอร์ไป จึงไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในสนามรบ ทั้งดาราหนังนำ ผู้กำกับ และผู้เขียนบท ล้วนต้องทำงานหลังขดหลังแข็งจนแทบไม่มีเวลาพักด้วยเหตุผลเดียวกัน…นั่นก็คือ เงิน!

ปรากฏว่าเสียงผู้บรรยายที่คนดูได้ยินมาตั้งแต่ต้นเป็นเสียงของ "แอนโธนี่ คิม" ซีอีโอหน้าเงินแห่งบริษัท เชกุก โปรดักชั่นส์ (บริษัทผลิตละครที่อยู่ในระหว่างถ่ายทำฉากจบของละครเรื่อง "อูอาฮัน พกซู" (Elegant Revenge) หรือที่ช่องเจ็ดเรียกว่า "แรงรักแรงแค้น" ส่วนชื่อบริษัท "เชกุก" ช่องเจ็ดเรียกว่า "เอ็มไพร์" ตามคำแปลภาษาอังกฤษของคำว่า "เชกุก") ซึ่งกำลังบรรยายให้นักศึกษาฟังบนเวที เขากล่าวว่าการทำละครให้ได้เงิน จำเป็นต้องใช้นักเขียนบทมือทองและดาราที่ทำเงิน ที่ผ่านมาบริษัทของตนจ่ายค่าตัวดาราไปแล้วทั้งสิ้นเกือบ 8.7 หมื่นล้านวอน (ราว 2.7 พันล้านบาท) ละครของตนออกอากาศไปแล้วทั้งหมด 29 เรื่อง ในจำนวนนี้มีอยู่ 27 เรื่องที่ตนทำแล้วประสบความสำเร็จ หรือคิดเป็น 93.1% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงสุดในประเทศ และผลกำไรทั้งหมดที่ตนทำให้บริษัทคือ 461.5 พันล้านวอน (กว่า 4.6 แสนล้านวอน หรือราว 1.4 หมื่นล้านบาท) สรุปแล้วละครก็คือการทำสงครามตัวเลขนั่นเอง

นักศึกษาคนหนึ่งถามถึงเหตุผลที่ละครสองเรื่องของเขาไม่ประสบความสำเร็จ และตั้งข้อคิดเห็นว่าในอนาคตอาจมีละครที่เขาทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน แอนโธนี่กล่าวว่านั่นเป็นเพราะในปี 2002 มีการแข่งขันกีฬาเวิลด์คัพ  (หรือ "บอลโลก" ซึ่งเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น) ทำให้คนเกาหลีหันไปคลั่งไคล้กีฬาบอลจนเกิดกระแส "เรด เดวิล ฟีเวอร์" (ชื่อกองเชียร์และแฟนคลับบอลทีมชาติเกาหลีใต้) ส่วนในเดือนพฤษภาคมปี 2008 ได้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนที่หวาดกลัวการระบาดของเชื้อวัวบ้า (หลังกระทรวงเกษตรของเกาหลีใต้ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าเนื้อวัวสหรัฐ) หากสองเหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นอีกรอบ ละครของตนไม่มีทางล้มเหลวอย่างแน่ๆ

แอนโธนี่ยกแหวนทองที่นิ้วก้อยให้นักศึกษาทุกคนดูพลางกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเรียกแหวนที่ตนสวมว่า 'สุดยอดแหวน' และคนเหล่านั้นก็เรียกตนว่า "ดราม่าเอ เชวาง" (ซึ่งเป็นชื่อภาษาเกาหลีของละครเรื่องนี้ หมายคือ "เจ้าพ่อแวดวงละคร" หรือ "King of Dramas") เหล่านักศึกษาต่างปรบมือด้วยความชื่นชมและพากันสอบถามเคล็ดลับที่ทำให้ละครของเขาประสบความสำเร็จ แอนโธนี่ยังไม่ทันตอบก็ได้รับข้อความที่ทำให้เขาถึงกับหน้าถอดสี

"ลี โกอึน" ไปทำเรื่องขอยืดเวลาชำระหนี้ที่ธนาคารเป็นครั้งที่สี่ (คุณเป็นหนี้เงินกู้จำนวน 10 ล้านวอน หรือกว่า 3 แสนบาท) เมื่อพนักงานธนาคารตรวจทานเอกสารแล้วพบว่าโกอึนเป็นนักเขียนจึงถามว่าคุณเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร พอรู้ว่าโกอึนเขียนบทละครเรื่อง  "แรงรักแรงแค้น" ซึ่งกำลังจะอวสานในคืนนี้ คุณก็รู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็นแฟนละครตัวยง แต่พอโกอึนรับว่าความจริงแล้วคุณเป็นเพียงผู้ช่วยนักเขียน ท่าทีของพนักงานธนาคารคนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็เปลี่ยนไป  คุณมองว่าโกอึนเป็นเพียงผู้ช่วยไม่ใช่นักเขียนจึงบอกให้โกอึนแก้ไขอาชีพที่ระบุไว้ในเอกสารให้ถูกต้อง โกอึนจึงเขียนคำว่า 'ผู้ช่วย' แทรกลงไป แต่พนักงานธนาคารกลับบอกให้คุณแก้ไขใหม่โดยกรอกคำว่า 'ว่างงาน' ลงไปแทน 

โกอึนแย้งว่าตำแหน่งผู้ช่วยนักเขียนก็เป็นงานเช่นกัน พวกตนทำงาน 365 วันต่อปีจนแทบไม่มีเวลานอนพัก นอกจากจะช่วยนักเขียนบททำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดแล้ว พวกตนยังต้องช่วยงานที่เกี่ยวกับการเขียนบทด้วย ที่สำคัญตนได้ค่าจ้างจากการทำงานดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงไม่ใช่คนว่างงาน ที่ผ่านมาตนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สุดโหดตรงเวลาตลอดและนั่นก็ทำให้แบงค์ได้กำไร พูดไปพูดมาโกอึนชักของขึ้นจึงกล่าวว่า "ชั้นกู้เงินจากธนาคาร ไม่ได้กู้จากคุณค่ะ…คุณป้า! ตอนนี้ชั้นมีเวลาไม่มาก ดังนั้นก่อนที่ชั้นจะวีนแตก ช่วยจัดการเรื่องนี้…. ด่วนโว้ยยย!"

หลังบรรยายเสร็จในตอนใกล้เที่ยง "โอ จินวาน" ซึ่งเป็นเอ็มดีของบริษัท เชกุก โปรดักชั่นส์ และมีอำนาจในการสั่งการเป็นชั้นสองรองจากแอนโธนี่ (แต่ทำงานให้แอนโธนี่อย่างกับเป็นเลขา) กล่าวว่าเทป (บันทึกการถ่ายทำ) ตอนจบของละครเรื่องแรงรักแรงแค้นถูกส่งไปให้ห้องตัดต่อแล้ว ยกเว้นช่วง 10 นาทีสุดท้าย ซึ่งตอนนี้ทีมถ่ายทำกำลังสแตนด์บายรออยู่ที่เมืองซัมชอก จังหวัดคังวอน (ห่างจากกรุงโซลราว 3-4 ช.ม.) โดยละครมีกำหนดออกอากาศในอีก 10 ชั่วโมงข้างหน้า  (เวลาในละครตอนนี้คือ 11.57 น.) แต่ปัญหาก็คือนักเขียนบท "จอง ฮงจู" ยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้มีโฆษณาแฝง (น้ำส้ม) ในซีนสุดท้าย พอตกลงกันไม่ได้บทละคร (ฉากจบ) จึงยังไม่แล้วเสร็จ ขืนไม่รีบลงมือถ่ายทำละครตอนนี้คงไม่มีฉากจบแน่

เวลาเที่ยงตรง นักเขียนจอง  (ซึ่งอยู่ในแวดวงมานานถึง 20 ปี) พยายามแทรกน้ำส้มลงไปในบทตามที่ถูกร้องขอแต่สุดท้ายก็ทำใจยอมรับไม่ได้ ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น (หน้าจอบอกว่าคนที่โทรฯ มาคือ "หมาบ้าแห่งชองดัมดง") ปรากฏว่าแอนโธนี่โทรฯ มาหว่านล้อมให้นักเขียนจองใส่น้ำส้มลงในฉากจบ  (ก่อนหน้านี้เขาถึงกับส่งน้ำส้ม 10 ลังไปให้นักเขียนจองเพื่อให้เป็นการย้ำเตือน) นักเขียนจองอธิบายว่าซีนสุดท้ายพระเอกต้องตายแบบเท่ห์ๆ หลังปิดบัญชีแค้นได้สำเร็จ แล้วจะให้พระเอกมาดแมนดื่มน้ำส้มก่อนตายได้อย่างไร แอนโธนี่ไม่สนและมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่ได้ค่าเขียนบทตอนละ 20 ล้านวอน (กว่า 6.1 แสนบาท) อย่างนักเขียนจอง

หลังใช้ไม้นวมแล้วไม่ได้ผล แอนโธนี่ก็เลิกใช้ภาษาสุภาพกับนักเขียนจอง ทั้งยังขู่ว่าจะเลิกจ้างนักเขียนบทมือทองอย่างคุณ (ที่ผ่านมานักเขียนจองรับค่าเขียนบทจากแอนโธนี่มาแล้วทั้งสิ้น 800 ล้านวอน หรือกว่า 24 ล้านบาท) เขายังบอกด้วยว่าละครอาจเป็นงานศิลปะในสายตานักเขียนจองแต่สำหรับตนแล้วมันเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ เขากล่าวว่าน้ำส้มหนึ่งกล่องมีมูลค่าถึง 300 ล้านวอน (ราว 9.2 ล้านบาท) ดังนั้น จงใส่น้ำส้มลงไปในบทเสียโดยดี นักเขียนจองถามว่าหากตนไม่ทำตามจะเกิดอะไรขึ้น แอนโธนี่กล่าวว่านี่ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นคำสั่งจากนายจ้างของคุณ

หลังวางสายนักเขียนจองก็โกรธจนสติแตก พอโกอึนมาถึงคุณจึงบ่นให้ฟังอย่างหัวเสียเรื่องที่พระเอกซึ่งกำลังจะตายอย่างฮีโร่ กลับต้องมาตายหลังดื่มน้ำส้มที่เป็นโฆษณาแฝง พอเขียนบท (ฉากสุดท้าย) เสร็จแล้ว นักเขียนจองก็บอกให้โกอึนตรวจเช็คคำผิดก่อนส่งให้ทีมโปรดักชั่น เมื่อโกอึนทักว่าในบทไม่มีน้ำส้ม นักเขียนจองก็บอกโกอึนว่าศิลปินตัวจริงต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้นักธุรกิจหน้าเงิน พูดจบคุณก็ทิ้งให้โกอึนอยู่รับหน้าบริษัทผลิตละครและแอนโธนี่ตามลำพัง  ทั้งยังถอดแบตมือถือออกแล้วทิ้งลงถังขยะก่อนออกจากห้องอีกด้วย

พอมองว่าในบทไม่มีน้ำส้ม แอนโธนี่ก็รีบโทรฯ หานักเขียนจองแต่ไม่สามารถติดต่อคุณได้ จินวานเตือนว่าขณะนี้ตรงเวลาบ่ายโมงครึ่งแล้ว เขาสงสัยว่าทำไมแอนโธนี่ถึงไม่สั่งให้ทางกองถ่ายจับน้ำส้มยัดใส่มือพระเอกขณะถ่ายทำฉากสุดท้ายจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว แอนโธนี่ถามกลับว่า น้ำส้มมาจากไหน พอเห็นจินวานทำหน้างง แอนโธนี่จึงถามใหม่ว่าก่อนตายพระเอกไปเอาน้ำส้มที่ไหนมาดื่ม รึจะให้พระเอกกระหายน้ำแล้วแวะซูเปอร์มาร์เก็ต เขาชี้ว่าน้ำส้มไม่ใช่เหล้า ทำไมอยู่ๆ พระเอกถึงแวะซื้อน้ำส้มมาดื่มก่อนตาย

แอนโธนี่บอกจินวานว่าละครเรื่องนี้โฆษณา (แฝง) น้ำส้มมาแล้ว 7 ครั้ง แต่ละครั้งต้องทำให้คนดูเห็นไม่ต่ำกว่า 10 วินาทีจึงจะได้เงิน 300 ล้านวอน เพื่อให้ให้น้ำส้มปรากฏในซีนสุดท้าย สถานที่ถ่ายทำ คำบรรยาย และบทพูดต่างๆ จึงต้องปรับแก้ใหม่ทั้งหมด จินวานแย้งว่าพวกตนเหลือเวลา (ก่อนละครออกอากาศ) อีกเพียง 8 ชั่วโมงครึ่ง ในเมื่อนักเขียนจองไม่ยอมแก้บทแล้วพวกตนจะทำอะไรได้อีก สภาพการณ์ยิ่งบีบคั้นมากขึ้นเมื่อประธานบริษัทโทรฯ มาสอบถามสภาวะ หลังทราบว่าเทปบันทึกการถ่ายทำฉากสุดท้ายยังไม่ถึงมือแผนกตัดต่อ แม้จะยังมองไม่เห็นอนาคตแต่แอนโธนี่ก็การันตีหนักแน่นว่าละครของตนจะออกอากาศคืนนี้โดยไม่มีปัญหาอย่างแน่ๆ

หลังติดต่อนักเขียนจองไม่ได้ แอนโธนี่ก็ตัดสินใจใช้แผนสองโดยคิดแผนให้ผู้ช่วยนักเขียนจอง (ซึ่งก็คือโกอึน) ช่วยแก้บทแทน เขาบุกไปหาโกอึนที่ห้องทำงานของนักเขียนจอง จากนั้นก็ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้โกอึนฟังว่านักเขียนจองประสบอุบัติเหตุขณะกำลังเดินทางกลับมาแก้บทตามที่รับปากกับตน ตนไปเยี่ยมนักเขียนจองที่โรงพยาบาลแล้ว คุณไม่เป็นอะไรมากและกำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ข้างในห้องฉุกเฉิน ก่อนหลับคุณฝากให้โกอึนช่วยแก้บทให้แทน โกอึนไม่เชื่อว่านักเขียนจองยอมให้ใส่น้ำส้มลงไปในบท แอนโธนี่โกหกว่านักเขียนจองบอกตนแล้วว่าโกอึนต้องพูดแบบงี้ ตนเลยมาหาโกอึนด้วยตนเองทั้งๆ ที่กำลังยุ่ง เมื่อมองว่าโกอึนยังคงลังเล แอนโธนี่เลยตีหน้าซื่อก่อนจ้องตาโกอึนแล้วถามว่า "หรือคุณคิดว่าผมกำลังโกหก" โกอึนตอบแบบไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำ "ปะ…เปล่าค่ะ" แอน โธนี่มองว่าโกอึนเริ่มหลงกลจึงฉวยโอกาสมัดมือชกโดยบอกให้คุณเริ่มลงมือทันทีเพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก

โกอึนวิ่งตามแอนโธนี่ไปแบบงงๆ ระหว่างเดินไปขึ้นรถแอนโธนี่หลอกให้โกอึนมีความหวังโดยบอกว่านักเขียนจองขอให้ตนช่วยพิจารณาบทละครที่โกอึนเคยฝึกเขียนเรื่อง "คยองซองอี อาชิม" (Morning of Kyeong Seong – ช่องเจ็ดเรียกว่า "อรุณสวัสดิ์ยองซอง")  ซึ่งเป็นละครย้อนยุคที่กล่าวถึงเรื่องราวช่วงที่เกาหลีตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น เขาบอกให้โกอึนนำบทมาให้ตนดูในวันพรุ่งนี้ ทั้งยังรับปากว่าถ้าโกอึนแก้ไขบท (ให้มีน้ำส้ม) แล้วผลงานออกมาดี คุณจะได้เป็นนักเขียนหลักในละครเรื่องต่อไป

แอนโธนี่พาโกอึนไปแก้ไขบทในรถ (ออฟฟิศเคลื่อนที่) สุดหรูและทันสมัยไฮเทคซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ถ่ายทำในเมืองซัมชอก จังหวัดคังวอน (เวลาในการออกเดินทางคือ 15.17 น.)  เขาบอกให้โกอึนคิดหาวิธีที่จะทำให้พระเอกดื่มน้ำส้มก่อนตาย โกอึนมองว่าโจทย์ของคุณคือพระเอกเอาน้ำส้มมาจากไหน ซึ่งแน่ๆว่าการให้พระเอกไปซื้อน้ำส้มมาดื่มหรือมีคนมอบให้นั้นไม่สมเหตุสมผล แอน โธนี่เตือนว่านอกจากเรื่องที่มาของน้ำส้มแล้ว คุณยังต้องแก้ไขบทให้กระทบซีนที่ถ่ายทำไปแล้วน้อยที่สุด (หรือถ่ายทำใหม่น้อยที่สุดนั่นเอง) 

ในที่สุดโกอึนก็เปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำฉากแก้แค้นของพระเอก (ซีนที่ 68) จากไซต์งานก่อสร้างมาเป็นศูนย์กระจายสินค้าโดยให้พระเอกต่อสู้ท่ามกลางลังบรรจุน้ำส้ม หลังส่งบทใหม่ไปให้ทีมถ่ายทำ (ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนในซีนที่ 66 และ 67 โดยโกอึนให้พระเอกโทรศัพท์ในตู้โทรฯ สาธารณะริมถนนแทนการโทรศัพท์ในโรงพยาบาล) แอนโธนี่ก็โทรฯ ไปหาผู้กำกับฮงและบอกให้เปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำทันที เขาใช้ดาวเทียมหาพิกัดโกดังที่อยู่ใกล้ทีมถ่ายทำมากที่สุด จากนั้นก็บอกเส้นทางและสั่งให้ทางกองถ่ายส่งคนไปติดต่อขอเช่าโกดังแล้วจัดฉากให้เหมือนศูนย์กระจายสินค้า (ขณะนั้นตรงเวลา 16.30 น.) เขายังบอกกองถ่ายด้วยว่าตนจะไปถึงเมืองซัมชอกภายใน 2 ชั่วโมง 35 นาที (เวลา 19.04 น.)

หลังคุยกับทางกองถ่ายเสร็จแอนโธนี่ก็บอกให้จินวานโทรฯ ไปขอเฮลิคอปเตอร์จากทางสถานี และให้จ้างแมสเซ็นเจอร์ที่ให้บริการส่งของด่วน มาสแตนด์บายรอส่งเทปไปให้ทีมงานบนเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างนั้นโกอึนไล่แก้บทช่วง 10 นาทีสุดท้ายแล้วส่งบทใหม่ไปให้ทีมถ่ายทำทางอีเมล์ทีละซีน (แก้ไปส่งไป) ผลของการใส่โฆษณาแฝงในซีนสุดท้ายตามคำสั่งของแอนโธนี่ ทำให้ทุกข้างที่เกี่ยวข้อง (รวมตลอดตัวแอนโธนี่เอง) ต่างหัวหมุนไปตามๆ กันเพราะต้องเร่งทำงานให้เสร็จทันเวลา

Changeling 2008 กระชากปมปริศนา…คดีอำพราง

สุดยอดภาพยนต์เรื่องเยี่ยมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริง ของคดีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อมีแม่คนหนึ่งเขามาแจ้งความกับตำรวจว่าลูกชายของคุณหายตัวไปจากบ้าน หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ต่อมา ตำรวจก็ตามตัวลูกชายของคุณพบแล้วนำมาส่งให้คุณ แต่คุณกลับปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ลูกชายของคุณ ตำรวจนำเอาเด็กคนอื่นมาให้คุณเพื่อให้กลบเกลื่อนความไร้ทักษะของพวกเขาเอง ที่ไม่สามารถตามหาลูกชายคุณได้ คุณพยายามปฏิเสธพวกเขา แต่ตำรวจทั้งผลักไสไล่ส่งคุณกลับบ้านไปพร้อมเด็กคนนั้น แล้วบอกคุณว่ามันเป็นอาการข้างเคียงของคนที่เมื่อห่างกันไปนานๆอาจจะมีการจำสับสนกันบ้าง แต่มันจะใช่จริงๆนะหรอ นั่นเป็นลูกชายของคุณทั้งคน มีหรือคุณจะจำผิดคน? และนี่คือ Changeling เมื่อ คริสติน คอลลินส์ ออกไปทำงานนอกบ้านแล้วกลับมาในตอนเย็น คุณได้พบว่าลูกชายวัย 9 ขวบของคุณได้หายตัวไป ซึ่งปกติทุกๆครั้งเขาจะอยู่แต่บ้านทำตัวเป็นเด็กดี คริสตินพยายามตามหาตัวลูกชายอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ก็ไม่พบ คุณจึงตัดสินใจเข้าแจ้งตำรวจ แต่พวกตำรวจกลับปฏิเสธไม่รับแจ้งความของคุณ เพราะเหตุว่าตัวเด็กยังหายไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งคริสตินคิดรู้ว่าถ้ารอถึง 24 ชั่วโมง ลูกชายของคุณที่อาจถูกลักพาตัว คงหายไปจากเมืองนี้และยากที่จะตามตัวเจอได้อีก ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่คริสตินคิดไว้ เช้าวันรุ่งขึ้นตำรวจมาตามที่พูดไว้และพยายามตามหาตัวลูกชายของคุณ แน่ๆว่าพวกเขาไม่มีทางพบ และจากเหตุการณ์นี้ ทำความเสียหายมาถึงบรรดาตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกประชาชนและสื่อเล่นงาน ถึงความสะเพร่าและโง่เขลาของพวกตำรวจ ทั้งไร้ทักษะและเอาแต่คอรัปชั่น จนหลายสัปดาห์ต่อมา ตำรวจได้แจ้งกับคริสตินว่าพวกเขาพบลูกชายของคุณแล้วและกำลังพามาหาคุณ คริสตินดีใจแบบสุดชีวิตที่จะได้มีโอกาสได้พบลูกชายของคุณอีกรอบ แต่แล้วเมื่อพวกเขามาถึง เด็กชายที่พวกเขาพากลับไม่ใช่ลูกชายของคุณ คุณพยายามปฏิเสธพวกเขาแต่นั่นไม่เป็นผล พวกตำรวจอยากให้เรื่องทุกอย่างยุติลงแค่เพียงเท่านี้ และอยากให้สื่อชมเชยในความถนัดคราวนี้ คริสตินต้องกลับบ้านไปพร้อมกับเด็กชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่ลูกของคุณ และนี่เป็นจุดเริ่มของเรื่องราวทั้งหมด ที่แสดงออกให้เราเห็นถึงหัวอกของคำว่า "แม่" และบทสรุปที่จะให้คุณต้องน้ำตาซึมไปหลายวัน

ระดับของเนื้อหา 5 ดาวเต็ม  นี่อาจไม่ใช่หนังสยองขวัญในแบบที่หลายๆคนชอบกัน แต่เราต้องเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่คริสตินเจอนั้นมันช่างที่สุดแห่งความสะเทือนใจเลยจริงๆ นับตั้งแต่ลูกชายหายตัวไป ตำรวจยัดเหยียดลูกตัวปลอมมาให้ เมื่อคุณไม่ยอมรับและเริ่มต่อต้าน พวกเขาก็หาว่าคุณบ้าและส่งคุณเข้ารักษาในโรงพยาบาลคนโรคจิต ทั้งๆที่ตัวคุณไม่ได้บ้า ตลอดช่วงชีวิตของคริสติน คุณใช้มันทั้งหมดเพื่อให้ตามหาลูกชายของคุณ ดูแล้วจะร้องไห้และสงสารคนเป็นแม่จริงๆ

ระดับความสยอง 5 ดาวเต็ม  หนังเป็นดราม่าเพียวๆหรือเปล่า ต้องตอบว่าไม่ครับ นี่เป็นหนังเข้าข่ายในบล็อกของเราแน่ๆ มีทั้งลึกลับซับซ้อนและตามหาความจริง มีทั้งจุดสะเทือนใจและฉากที่รังควานจิตใจคนดู บทสรุปของหนังยังบาดลึกลงไปในความรู้สึกของทุกคน ทั้งเจ็บปวดและมีน้ำตาเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมในทุกๆองค์ประกอบจริงๆครับ

ระดับความน่าดู 5 ดาวเต็ม คริสตินมีตัวตนอยู่จริงๆนะครับ และคุณตามหาลูกชายของคุณมาทั้งชีวิตของคุณจริงๆ โดยที่ไม่เคยหมดความหวังว่าลูกชายของคุณยังมีชีวิตอยู่ ถึงขนาดมีคนมาการันตีว่าเขาถูกจับตัวไปพร้อมๆลูกชายของคุณ แล้วรอดกลับมาได้คนเดียว คนอื่นๆตายหมดแล้ว เมื่อเขาพาตำรวจไปค้นสถานที่เกิดเหตุที่พวกเด็กๆถูกจับมาขังไว้ ก็พบโครงกระดูกจำนวนมากที่เป็นของเด็กๆที่ถูกฆ่า ซึ่งนั้นก็น่าจะบอกได้แล้วถึงชะตากรรมของเด็กทุกคนที่เหลืออยู่ว่าเป็นยังไง แต่คุณก็ยังไม่วายขอผลตรวจโครงกระดูกของศพเด็กเหล่านั้น แล้วคุณก็พบว่าโครงกระดูกทั้งหมดไม่มีสักโครงเป็นของลูกชายคุณ คริสตินจึงเริ่มนับหนึ่งใหม่และตามหาลูกชายของคุณอีกที นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะผ่านมาอีกสักกี่ปี คริสไม่เคยลดความพยายามและความรักที่มีต่อลูกชายของคุณแม้แต่น้อย ดูเอาสิ…นั่นล่ะความรักของแม่ ขอคาราวะในหัวใจของคุณจริงๆ

Friends

หากคุณถามฝรั่งว่า ‘ชอบซิทคอมเรื่องไหนที่สุด’ เชื่อว่าเกินครึ่งน่าจะตอบว่า Friends แล้วถ้าคนไทยอย่างเราจะเริ่มดูซิทคอมฝรั่งบ้างล่ะ มันจะฮาสู้ ‘เป็นต่อ’ หรือ ‘บางรักซอย 9’ ได้ไหม?

สืบด้วยเหตุว่าดีลสะเทือนแวดวงสตรีมมิ่งที่ Netflix ยอมควักกระเป๋ากว่า 3,000ล้านบาทหรือ 8 ล้านต่อวันเพื่อให้ยื้อชีวิต Friends ที่ว่ากันว่าเป็นทีวีซีรี่ย์ที่มีคนดูมากเป็นชั้นสองของ Netflix ต่อไปอีกปี

ปี 2019/2562 นี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับสมาชิกไทยเน็ทฟลิกที่ไม่เคยลิ้มลองซิทคอมหัวนอก เพราะจากประสบการณ์ตรง Friends ถือเป็นซีรี่ย์ซิทคอมต่างประเทศที่ย่อยง่ายไม่ระคายต่อมฮาของคนไทยเหมือนอีกหลายๆเรื่อง

ปัญหาหลักของซิทคอมนอกคือ กำแพงภาษา หลายมุกที่ฮาตับไหลไตทะลักกลับฟังไม่รู้เรื่องเมื่อพยายามแปลเป็นไทย และต่อให้แปลดีอย่างไรบางมุกก็ยังจำเป็นที่จะต้องแป่กไปอย่างช่วยไม่ได้

เท่าที่ผมลองดูแบบซับไทยไปหลาย Ep ต้องยอมรับว่า Netflix มีซับไทยที่นับว่าดีมากแล้วล่ะครับ ดีมากยิ่งกว่าสมัยที่ผมดูรอบแรกจากวีดีโอเทปช่วงที่ออนแอร์ใหม่ๆ ในปี 2000 รวมทั้งแผ่น DVD คอลเล็คชั่นบ็อกซ์เซ็ทมูลค่าเป็นพันที่ผมอุตส่าซื้อมาสะสมอย่างเทียบกันไม่ได้ นอกจาก Netflix จะซับอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ยังเรียบเรียงให้คนไทยเข้าใจง่ายขึ้นด้วย

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 1ด้าน HBO Max สตรีมมิ่งเซอร์วิสตัวล่าที่รอซื้อซีรี่ย์นี้มาฉายในปี 2020 ก็ยังไม่รู้ว่าจะให้ความสำคัญกับซับไตเติ้ลไทยเรามากแค่ไหน อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่พอมีความชำนาญทางด้านภาษาอยู่บ้าง ควรดูซิทคอม (ทุกเรื่อง) ด้วยซับอังกฤษเพื่อให้ความบริบูรณ์ของมุกทุกเม็ดที่ถูกหยอดเผ่านาครับ

Contents  ซ่อน 
1 Friends เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร?
2 6 คาแรคเตอร์เสาหลักผู้ค้ำจุนซีรี่ย์ Friends
3 ถามจริงๆ นะ มันจะฮาสู้ซิทคอมไทยได้เหรอ…
4 เคยดูแล้ว Friends เนี่ย ไม่เห็นสนุกเลย…
Friends เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร?
sitcom นั้นย่อมากจาก situation comedy ‘สร้างสภาวะให้เกิดความฮา’ พล็อทหลักของ Friends จึงไม่ต่างจากซิทคอมทั่วไปที่ไม่ได้มีอะไรโลดโผน มันเป็นแค่ชีวิตประจำวันของเพื่อให้นชายหนุ่มสาว 6 คนที่ใช้ชีวิตในนิวยอร์คด้วยกัน แต่ด้วยคาแรคเตอร์ป่วนโลกไม่ซ้ำใครของเพื่อให้นแต่ละคน บทพูดที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างชาญฉลาด พล็อทเรื่องอันสุดแสนจะธรรมดาจึงแปลงเป็นตำนานซิทคอมอายุเกือบยี่สิบที่ยังไม่มีใครโค่นล้มได้

ในมุมมองของผมซึ่งเคยใช้ชีวิตในวัยยี่สิบกลางๆ แบบเดียวกับตัวละครทั้งหกอยู่ช่วงหนึ่ง ขอรับรองว่าเป็นช่วงๆเวลาที่มีแต่เรื่องอลเวง ดราม่า คาดเดาไม่ได้เผ่านามากที่สุด เป็นวิถีชีวิตที่เหมาะกับการนำมาทำเป็นวัตถุดิบซิทคอมเป็นอย่างมาก

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 2

6 คาแรคเตอร์เสาหลักผู้ค้ำจุนซีรี่ย์ Friends
เป็นเรื่องปกติที่ซิทคอมจำเป็นที่จะต้องมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ปกติไว้เป็นตัว ‘สร้างสภาพการณ์’ ให้สิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวันอันจำเจของเรา เช้าทำงานเย็นกลับบ้านให้ออกมา ‘ตลกโปกฮา’ อย่างที่เราไม่มีทางได้พบเจอในชีวิตจริง และนี่คือ 6 คาแรคเตอร์ที่จะอวยความฮาให้คุณตลอดทั้ง 10 ซีซั่น

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 3รอส (David Schwimmer)
นอกจากรูปกายอันสูงสง่า และมีดีกรีเป็นถึงดร.นักบรรพชีวินแล้ว (ผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์) ทุกอย่างในตัวเขากลับเหมือนเด็กสิบขวบ และความล่กของรอสนี่เองคือแหล่งรื่นเริงหลักของเรา

 

 

 

 

 

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 4เรเชล (Jennifer Aniston)
ไฮโซสาวตกยากที่สลัดบัตรเครดิตของพ่อแม่ ออกจากกรงทองมายืนด้วยลำแข้งตัวเอง (และกระเป๋าตังของผองเพื่อให้น)  สวยเปิ่นเวิ่นเว้อจนแม้แต่แบรด พิท ที่มาเป็นแขกรับเชิญซีรี่ย์แค่ตอนเดียวยังอดไม่ได้ ต้องวิวาห์กับคุณในชีวิตจริง

 

 

 

 

 

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 5

แชนเลอร์ (Matthew Perry)
ชายหนุ่มออฟฟิศปากกรรไกร ไม่มีใครที่คุยกับเขาแล้วจะรอดจากการถูกแดกดัน ประชดประชัน จิกกัด ถ่มถุยไปได้ ถ้าเราสามารถผันความแดกดันของแชนเลอร์ออกมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ โลกคงเย็นลงอีกเยอะ

 

 

 

 

 

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 6มอนิก้า (Courteney Cox)
เชฟสาวเจ้าระเบียบปฏิบัติ ที่จะเกิดอาหารครั่นเนื้อครั่นตัวทุกทีที่มีใครมาเคลื่อนย้ายข้าวของในห้อง ก่อนจะมีรูปกายงามงดราวนางเงือกดังทุกวันนี้ เชื่อไหมว่าคุณใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในร่างผีเสื้อสมุทรมาก่อน

 

 

 

 

 

 

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 7

โจอี้ (Matt LeBlanc)
นายแบบผู้แสดงอิตาเลี่ยนหน้าหยก เจ้ายก้เป็นไฟไร้สตรีใดจะทานทน เคราะห์ดีที่ธรรมชาติรักษาสมดุลย์ด้วยการไม่ได้ให้สมองเขามาด้วย ฟันแฟค!! คาแรคเตอร์โจอี้เป็นชายในฝันของเอมิเลีย คลาร์ค ขุ่นแม่มังกรในวัยเด็ก

 

 

 

 

 

เหตุใดคนไทยควรดู Friends ซีรี่ย์ซิทคอมฝรั่งที่ดีที่สุดบน Netflix 8

ฟีร์บี้ (Lisa Kudrow)
อดีตสาวจรจัด… ที่จนป่านนี้เราก็ยังไม่สามารถหาคำจำกัดความของคุณได้ คาดว่าในรอบ4และ5ที่ผมวางเป้าหมายชีวิตไว้ว่าจะดูซ้ำก่อนตาย ผมอาจจะเข้าใจคุณมากกว่านี้

 

 

 

 

 

How you doin! โจอี้เจ้าสเน่ห์ที่แม้แต่แม่มังกรยังอายม้วน

ถามจริงๆ นะ มันจะฮาสู้ซิทคอมไทยได้เหรอ…
แม้ผมจะไม่ค่อยสันทัดซิทคอมไทยเท่าไหร่นัก (ที่ดูเกือบครบจริงๆ คือ เป็นต่อ) พอจะบอกได้ว่าฟีลที่ได้นั้นต่างกันพอตัว ซิทคอมไทยดูจะกระชากต่อมฮาเราได้แรงกว่ามาก แต่ความฮาเกือบครึ่งถ้าไม่เกิดจากการด่าทอกันก็เกิดจากการลงไม้ลงมือ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับพล็อทน้ำเน่าเก่าเก็บที่เราพบเจอะกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว โดยเฉพาะมุกตลกคาเฟ่ที่บรรดาตลกชอบนำมารีไซเคิลกันจนเป็นธรรมเนียม (มุก 3เอ้ย 1 ถูกแล้ว) เป็นมุก reskin มุกสำเร็จรูปชงน้ำร้อนก็กินได้เลย ฮาได้เรื่อยๆ สำหรับคนไม่คิดอะไรมาก

ในขณะที่ซิทคอมฝรั่งนั้นจะทำมือสดใหม่ทุกครั้ง บทพูดที่คราฟท์มาเฉพาะทีละ Ep มุกไม่มีการรียูสเด็ดขาด เน้นหนักไปที่การแดกดัน แม้จะไม่ฮากระชากเท่าไทยแต่ก็กระตุกมุมปากเราให้อมยิ้มได้ถี่กว่า รับรองว่าคุณจะได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆของฝรั่งที่หาดูไม่ได้ในภาพยนตร์ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการดูสื่อเพลิดเพลินอื่นๆ ในอนาคต

แค่ Ep เดียวกับเจนนิเฟอร์ แอนิสตัน ดูจะยังไม่สาแก่ใจแบรด พิท

เคยดูแล้ว Friends เนี่ย ไม่เห็นสนุกเลย…
ก็หยุดสิครับ… ผมเชื่อว่าซิทคอมไม่ใช่สำหรับทุกคน ถ้าดูจนจบ S1 Ep2 แล้วยังไม่ชอบ ก็แสดงว่าซิทคอมฝรั่งอาจจะไม่ใช่แนวคุณก็ได้ ป๊ะป๋าและน้องชายผมเองซึ่งรักหนัง คล่องภาษา ก็ยังไม่ชอบ Friends ครับ ในขณะที่ผมและเพื่อให้นในวัยยี่สิบ ถึงกับต้องดิ้นรนโทรสั่งให้ร้านเช่าวิดีโอเก็บไว้ให้เมื่อออก Epใหม่ ทั้งที่ซับไทยที่ฝังมากับเทปค่อนข้างแย่ แถมตอนนั้นยังฟังแทบไม่ออก

Maleficent 2

นับเป็นความชาญฉลาดของผู้สร้างที่ใช้ชื่อ Maleficent ตัวร้ายจากนิทานที่เอาจริงๆ ก็โผล่หน้าออกมาไม่เยอะเท่าไหร่ในนิทาน แต่นับเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่มีลักษณะโดดเด่นน่าจดจำ มาตั้งแต่ต้นแทนที่จะใช้ชื่อ Sleeping Beauty หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อไทยว่า เจ้าหญิงนิทรา เหมือนกับนิทาน Live Action คนแสดงเรื่องอื่นๆ ของดีสนีย์ ทำให้การพลิกเรื่องราวต่างๆ ให้ต่างจากสิ่งที่เรารู้ๆ มาได้อย่างอิสระ และก็ทำได้ดีมากๆ ในภาคแรก จนคนหลงรักตัวละคร Maleficent และ Angelina Jolie กับทั่วโลก (แล้วผมสังเกตว่าหนังที่เปลี่ยนชื่อชอบได้มีภาค 2 ล่ะ)
รีวิว Maleficent 2 : Mistress of Evil 1

เรื่องย่อจากภาค 1 (ใครรู้อยู่แล้วผ่านได้)
ผมขออนุญาตเกริ่นเล่าเรื่องพอสังเขปจากภาค 1 สักหน่อย เผื่อยังมีคนที่ไม่ได้ดูได้รู้ แต่ถ้าใครไม่เคยรู้เรื่องเจ้าหญิงนิทราเลย รบกวนไปหาดูเอาเองนะครับ ^^
ในภาคแรกของ Maleficent ได้กล่าวไว้ว่า มีประเทศ ประเทศหนึ่ง ชื่อว่า มัวส์ (Moors) เป็นประเทศลับแลที่มีขนาดใหญ่ และมีชายแดนติดอยู่กับประเทศต่างๆ ของมนุษย์อย่างมากหลายประเทศ และใช่…มัวส์นั้นเป็นประเทศหรือแดนของภูติ ไม่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ในประเทศนี้มาก่อน ในวันหนึ่งมีชายหนุ่มน้อยหน้ามนต์ชื่อ สเตฟาน พลัดหลงเผ่านาในป่า และได้พบรักกับ Maleficent นางฟ้าน้อยที่ไร้เดียงสา หลังจากนั้นกษัตริย์ พระเจ้าเฮนรี ได้ยกทัพบุกมัวส์เพื่อให้ล่าอาณานิคม แต่ก็แพ้ให้กับ มาเลฟิเซนต์ ผู้ทรงพลัง จนได้ออกประกาศว่าใครฆ่านางได้จะให้สืบบัลลังก์ สเตฟานมักใหญ่ไผ่สูง จึงลอบเผ่านัวส์อีกที วางยามาเลฟิเซนต์ แต่ก็หักใจฆ่านางไม่ได้ เลยตัดแค่ปีกมาแอบอ้างรับรางวัลแทน

วันเวลาผ่านไปสเตฟานได้ขึ้นครองราชย์สมปรารถนา และได้บุตรสาวคนหนึ่งนาม ออโรร่า ราชาสเตฟานได้เชิญเหล่านางฟ้ามาให้พรเจ้าหญิงที่วัง และแน่ๆมาเลฟิเซนต์ผู้ไม่ได้ถูกเชิญก็มาด้วยความแค้น แต่ก็เปิดตัวอย่างมากใหญ่และสาปเจ้าหญิงน้อยให้โดนเข็มปั่นด้ายตำนิ้วในวันที่อายุครบ 16 ปีเต็มและจะหลับไปตลอดกาลโดยที่ไม่มีใครสามารถลบล้างคำสาปนี้ได้ จากนั้นก็อย่างที่เรารู้กันเครื่องปั่นด้ายถูกทุบทิ้งทั้งหมด และนางฟ้าทั้ง 3 สุดเงอะงะก็พาเจ้าหญิงไปซ่อนไว้ในป่าอีกชั้นหนึ่ง และด้วยความเงอะงะนั้นทำให้เจ้าหญิงออโรราน้อยตกหน้าผาหลายต่อหลายครั้ง ร้อนถึงมาเลฟิเซนต์ต้องออกมาช่วยแบบห่างๆ เพราะอยากให้เจ้าหญิงครบ 16 ปีและเป็นไปอย่างคำสาป แต่ภายหลังที่พบออโรราหลายครั้ง นางก็ทนความน่ารักของเจ้าหญิงน้อยไม่ไหว และเกิดความรักขึ้นจนต้องการจะแก้คำสาปให้ แต่คำสาปแก้ไม่ได้จึงต้องเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปแทนว่า เมื่อเจ้าหญิงหลับได้แล้ว จะตื่นขึ้นได้ด้วยจูบของรักแท้ และแม้จะมีกำแพงหนาม, เจ้าชาย, และมังกร อยู่ครบตามนิทานแต่เรื่อวงราวที่เกิดขึ้นกลับไม่เหมือนอย่างที่เรารู้ๆ กันมาเลย ซึ่งรายละเอียดอย่างมากที่ต่างออกไปนี้ อาจจะทำให้คนดูบางส่วนคิดว่า “อ้าว แล้วนิทานที่เราฟังๆ มานี่มาจากไหน?” และนั่นแหละที่ต้องมี Maleficent 2 เพื่อให้มาทำให้ทุกอย่างเข้าร่องเข้ารอยมาขึ้น

แหย่รังนางพญาปีศาจ
แม้ว่า Maleficent จะโชว์ความเทพไว้สักเพียงใด ก็ยังมีมนุษย์ผู้โง่เขลาพร้อมจะท้าทายอำนาจของนางเพื่อให้เหตุผลเดิมๆ อย่างการขยายที่ทางการปกครองให้อาณาจักรของตนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเหนือประเทศอื่นๆ ออกไป ก็แค่คราวนี้ประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปลี่ยนเป็นประเทศของเจ้าชายฟิลลิปแทน ซึ่งแน่ๆเป็นประเทศที่เรายังไม่รู้จัก ส่วนตัวอิจฉาคงไม่ต้องบอก ดูจากโปสเตอร์ก็รู้ว่าแม่ฟิลลิปนั่นแหละ หน้าตาร้ายมาก
เรื่องเปิดด้วยการเล่าเรื่องว่า เรื่องของ Maleficent นั้นก็นั่นแหละเหมือนกับที่เราฟังๆ มาจากนิทานสมัยเด็ก เมเลฟิเซนต์เป็นตัวร้าย เจ้าชายฟิลลิปเป็นผู้กอบกู้และรักแท้ของออโรรา (แหม แหม แหม… เล่นง่ายเลยนะ) ส่วนคนปล่อยข่าวก็เดาเอาเลยครับ ถูกแน่ๆ

รีวิว Maleficent 2 : Mistress of Evil 2บัดนี้ ออโรรา ได้ขึ้นเป็นราชินีแห่งมัวส์ (บ้านเมืองเก่าของนาง นางไม่นับเป็นบ้าน) และรักกับเจ้าชายฟิลลิปที่เขาบังเอิญเจอในป่าจากภาคแรกแม้จะแค่ไม่กี่นาที ทั้งคู่ต้องการแต่งงานกัน เป็นเหตุให้มาเลฟิเซนต์ถูกล่อลวงสู่กับดัก และก็พลาดท่าเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่อยู่ๆ นางก็ถูกช่วยโดยบุรุษจากเผ่านางฟ้าตนหนึ่ง จริงๆ แล้วเผ่านางฟ้าได้สอดส่องดูพฤติกรรมของมาเลฟิเซนต์อยู่ตลอด แต่มีเหตุให้ไม่เผยตัว ตอนนี้นางรู้ว่าเผ่าพันธุ์ของนางนั้นยังไม่สิ้นสูญ และหวังจะแก้แค้นมนุษย์ ส่วนทางมนุษย์เองเมื่อเริ่มท้ายทายก็แปลว่าเตรียมการมาดีในระดับหนึ่ง ในที่สุดสงครามระหว่างมัวส์ และ เมืองมนุษย์ก็เกิดขึ้นอีกที เป็นเวทีให้ มาเลฟิเซนต์ได้โชว์เทพเหนือกว่าภาคเก่าขึ้นไปอีก

ไขคดีจิตสัมผัส (Border 2014)

เมื่อ อิชิกาวะ อังโงะ(ซึ่งรับบทโดย โอกุริ ชุน) นายตำรวจชายหนุ่มผู้จริงจังในหน้าที่การงานและการสืบสวนคดีฆาตกรรมจนไม่มีเวลาให้ชีวิตส่วนตัว ได้ถูกยิงเข้าที่ศีรษะในระหว่างการตรวจทานสถานที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรม แต่เขากลับรอดตายมาอย่างปาฏิหาริย์ โดยที่กระสุนที่ยิงใส่เขานั้นไม่ได้พุ่งทะลุไปสู่สมอง แต่กลับค้างอยู่ในกะโหลกศีรษะ แล้วเขาก็พบว่าหลังจากนั้นเขาก็ได้ความชำนาญพิเศษคือ “การมองเห็นวิญญาณ” โดยเฉพาะเหยื่อที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งนั่นทำให้เขาได้ใช้ความชำนาญนี้ในการไล่ตามจับตัวเหล่าฆาตกรโหดเลือดเย็น เพื่อให้ทวงความยุติธรรมกลับมาให้ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งการตามหาผู้ร้ายปริศนาที่ยิงเขาจนเกือบตายแล้วด้วย ในขณะที่ก็ต้องเลือกเอาว่าจะยอมเสี่ยงให้ผ่าตัดเอากระสุนที่ว่านี้ออกมาหรือเปล่าไปด้วย

สำหรับการนำเสนอและบรรยากาศในเรื่อง ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องแนวตำรวจสืบสวนหลายเรื่องที่มีการสร้างกัน ไม่ว่าจะเป็นของญี่ปุ่นหรือของตะวันตก พบว่าเรื่องนี้มีธีมที่ จริงจัง หม่นหมอง และบางตอนก็มีเรื่องราวที่ “ดาร์กสุดกู่” อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุเพราะมีบางตอนที่เล่าเรื่องราวที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมอย่างร้ายแรงชนิดที่ไม่ต้องเป็นญี่ปุ่น แต่สามารถเอาไปใช้ได้กับทุกที่ในโลก ความยอดเยี่ยมของเรื่องนี้ก็คือ มันสามารถเล่าเรื่องราวสุดดาร์ก สุดโหด และหม่นหมองได้โดยที่เรื่องราวก็ยังคงดูได้สนุก และเราเชื่อได้ว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างไม่น่าเชื่อ มีหลายหัวข้อในเรื่องนี้ที่นำเสนอภาพความร้ายแรงต่อเด็ก ผู้หญิง ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีซีรีส์สักเรื่องที่กล้าเล่นขนาดนี้

Spoil
Accordion 2 Title
 

ไขคดีจิตสัมผัส
อิชิกาวะ อังโงะ ตัวเอกของเรื่อง Border ไขคดีจิตสัมผัส
สำหรับข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ ถึงแม้ว่าเนื้อหามันจะดาร์กมาก แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ซีรีส์ถ่ายทอดออกมาได้ดีเยี่ยมคือ พลังการแสดงที่สมจริงของตัวละคร ตัวเอกของเรื่องคือ อิชิกาวะ อังโงะ ที่รับบทโดย โอกุริ ชุน ได้ถ่ายทอดการแสดงที่ยอดเยี่ยมออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยฝากผลงานเอาไว้กับซีรีส์ญี่ปุ่นแนวย้อนยุคเรื่องดังอย่าง Nobunaga Concerto ในบทของ โอดะ โนบุนางะ

แต่ในเรื่อง ไขคดีจิตสัมผัส (Border) การแสดงของเขายกระดับขึ้นไปอีกขั้นชนิดเกินคาด เมื่อตัวเอกของเรื่องเป็นนายตำรวจชายหนุ่มที่ค่อนข้างมีปัญหาในการแสดงสีหน้าและอารมณ์ความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น ทำให้สีหน้าท่าทางของเขาในเรื่องแทบจะมีแต่หน้านิ่ง แทบจะไม่ยิ้มหรือระเบิดอารมณ์หัวเราะเลย ซึ่งเราพบว่าตลอดทั้งซีรีส์แทบจะมีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ตัวละครเอกระเบิดอารมณ์อย่างร้ายแรง แต่ตัวดารากลับสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเอกออกมาได้อย่างดีเหลือเชื่อมาก

สำหรับการเดินเรื่อง การเห็นวิญญาณของตน ไม่ได้มาแนวสยองขวัญหรือการวางพล็อตเรื่องในแบบเรื่องราวลี้ลับเกินไปนัก แต่จะไปให้น้ำหนักที่การตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์ การเล่นกับหัวข้อทางศีลธรรม ไปจนถึงเส้นแบ่งของความยุติธรรมในอุดมคติกับความเป็นจริง ปัญหาของความยุติธรรมในSystem ซึ่งก็ทำให้ตัวเอกเป็นตำรวจชายหนุ่มที่พร้อมใช้วิธีการนอกกรอบ หากสามารถจับฆาตกรมาลงโทษให้ได้

แล้วที่ถือว่าเป็นจุดที่หนักหน่วงที่สุดของเรื่องคือ การบีบให้ตัวละครต้องเลือกเดินผ่านเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างความยุติธรรมและศีลธรรมของมนุษย์

The Report รายงานโครงการทรมานลับ 9/11

*เพราะว่าหนังสร้างจากเรื่องจริงของรายงานที่เปิดเผยไปแล้ว ในรีวิวนี้จึงเขียนไปพร้อมกับสปอยล์บางส่วนไปพร้อมกัน เนื่องมาจากหนังไม่ได้มีจุดหักมุมอะไรกับเรื่องราวครับ

นี่เป็นหนังปี 2019 แต่ไม่ได้ฉายโรงในบ้านเรา ก่อนจะมาอยู่ในสตรีมมิ่งของ Amazon Prime และเป็นแบบซื้อขาดออริจินอลของที่นี่ไม่มีที่อื่น ดังนั้นถ้าใครเป็นแฟน อดัม ไดรเวอร์ ก็ต้องยอมมาสมัครสมาชิก Amazon Prime ซะดีๆ (มีให้ลองฟรี 7 วัน ก่อนจะ 99 บาท 6 เดือน ราคาเต็มคือ 180 บาทต่อเดือน คลิ๊กสมัครรับชมได้ที่นี่) ซึ่งผู้เขียนก็พึ่งสมัครเป็นแฟนคลับเขาเหมือนกัน จากการแสดงที่ยอมรับเลยว่าสุดยอดดาราคุณภาพของจริงรุ่นใหม่ สำหรับเรื่องนี้เขารับบทนำจากเรื่องราวจริงของการทำรายงาน EIT program ที่แปลเป็นไทยว่า “โครงงานกักขังและสอบปากคำของซีไอเอ” ที่เริ่มนำมาใช้กับการไต่สวนผู้ต้องหามุสลิมอย่างเข้มข้นเพื่อให้ตามล่าบินลาเดน ซึ่งถ้าใครเคยดูเรื่อง Zero Dark Thirty (2012) ที่เป็นดำเนินงานณ์ตามล่าบินลาเดนตรงเวลา 10 ปี ก็จะเห็นกระบวนการสืบสวนที่ทรมานผู้ต้องหานี้อยู่ในเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็คาบเกี่ยวกันเพราะเป็นการทำงานพิจารณาเชิงลึกตั้งแต่หลัง CIA ได้รับหน้าที่ให้ติดตามหาตัวผู้ก่อการร้าย 9/11 มารับโทษให้ได้ โดยที่หน่วยงานนี้ตั้งขึ้นมาโดยวุฒิสภาอเมริกา และให้ Daniel Jones ที่เป็นคนชายหนุ่มคนใหม่ไฟแรงมาทำรายงานสืบสวนส่งไปให้วุฒิสภา โดยที่เขาก็ไม่คิดเลยว่านี่จะกลายมาเป็นรายงานที่ละเอียดกินเวลาการทำงานถึง 6 ปีเจาะลึกที่สุดไปถึงรัฐบาลอเมริกาเอง จนกลายมาเป็นปัญหาการพยายามปกปิดหลักฐานต่างๆ นาๆ ว่าอเมริกาละเมิดสิทธิมนุษย์ชนโดยการทรมานคนเพื่อให้ให้ได้ข้อมูลมาตามล่าผู้ก่อการร้าย ซึ่งไม่ใช่แค่ขัดต่อหลักพื้นฐานความประพฤติต่อมนุษย์ แต่ยังขัดต่อหลักการปกครองอเมริกาด้วย

รีวิว The Report รายงานโครงงานทรมานลับ 9/11 1ตอนนี้เราคงรู้แล้วว่าบินลาเดนโดนจับตายไปแล้ว ซึ่งก็อ้างผลงานจากโครงงานของ CIA ในเรื่องนี้ว่าทำได้สำเร็จ แต่ในรายงานจริงของ Daniel Jones โครงงานนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ซึ่ง CIA เองก็ยอมรับว่าการทรมานไม่ได้ผล เพราะเหยื่อไม่ให้ความร่วมมือ แถมโกหกเอาตัวรอดมากกว่าจะยอมเล่าเรื่องจริง สุดท้ายพลาดตายคาการทรมานไปอีก ซึ่งก็ใช้หลายวิธีอย่างที่เห็นชัดสุดคือการเอาผ้าปิดหน้าแล้วกรอกน้ำรดลงไปให้หายใจไม่ออกเหมือนจมน้ำ หรือการคุมขังเตี๊ยโดยล็อคโซ่ตรวนไว้ติดแนบพื้น การให้นอนในโลงปิดตายพร้อมกับฝูงแมลงสาบ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นทาง CIA อ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์จากนักจิตวิทยาที่ CIA จ้างมาออกแบบโปรแกรมทรมานให้ยอมรับสารภาพ ในหนังเราจะได้เห็นฉากทรมานกลุ่มนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจิตตกได้เลย คือไม่คาดคิดเลยว่ามนุษย์เราจะสรรหาวิธีทรมานมนุษย์ด้วยกันได้ขนาดนี้ แถมสุดท้ายแล้วเหยื่อพวกนี้เป็นแพะแทบทั้งนั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นความผิดพลาดที่ CIA พยายามปกปิดไว้ทั้งหมด

หนังเดินเรื่องโดยให้ Daniel Jones ทำงานนี้กลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน อดทนสืบสวนไปเรื่อยๆ จากแค่การอ่านอีเมล์ของ CIA แต่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวจนสำเร็จ แต่กว่าจะสำเร็จได้ก็ผ่านการต่อสู้กับการเมืองภายในจนแทบจะทำให้ Daniel Jones ถึงขั้นต้องติดคุกหลังถูกอ้างว่าแฮ็กข้อมูล CIA ทั้งๆ ที่ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เขาใช้เป็นแค่เวิร์ด รวมทั้งหลายครั้งหลายคราวเขาแทบยอมหันไปสู้นอกSystemโดยใช้สื่อที่รอให้เขาเปิดเผยเรื่องนี้ในทางลับตลอดเวลา ซึ่งหนังอ้างอิงถึง “เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน” อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองที่เปิดเผยข้อมูลโครงงานสอดส่องประชาชนอเมริกา จนต้องหนีอกอนอกประเทศและแปลงเป็นคนทรยศขายชาติ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นฮีโร่เช่นเดียวกัน ซึ่ง Daniel Jones ก็หมิ่นเหม่จะเดินเส้นทางเดียวกับสโนว์เดนในหลายๆ ครั้ง แต่หนังก็ทำให้เห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่แตกต่างออกไปจากสโนว์เดน และน่าหดหู่พอกันกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในตอนจบ

รีวิว The Report รายงานแผนการทรมานลับ 9/11 2
ห้องทำงานใต้ดิน 6 ปีของทีมสืบสวนในคดีนี้
ด้วยความที่หนังสร้างจากเรื่องจริงในแบบไม่พยายามเติมแต่งอะไร หนังเลยเดินเรื่องเรียบๆ ตามความจริงผ่านการพุดคุย รายงาน โต้เถียงกับผู้คนที่ Daniel Jones ต้องเกี่ยวข้องตั้งแต่วุฒิสภาที่ชักเข้าชักออกเมื่อคิดว่าเขาเจาะเรื่องลึกจนแทบจะฝัง CIA หรือประธานาธิบดีอเมริกาได้ ไปจนถึงการติดต่อหาข้อมูลนอกSystemในแบบต่างๆ มาประกอบรายงานที่หนา 7 พันหน้า ขนาดที่ไบเบิลยังสู้ไม่ได้ หนังจึงแปลงเป็นบทพูดตลอดเวลา ตัดสลับกับฉากในอดีที่ CIA ทำการทรมานในแบบต่างๆ ซึ่งหนังจะใช้โทนสีเขียวเหลืองหม่นๆ แบ่งแยกว่านี่เป็นการเล่าเรื่อง Daniel Jones ก่อนตัดมาภาพสีปกติในเวลาปัจจุบัน

The Report Amazon Prime
รายงานที่โคตรหนากว่าไบเบิลของ The Report
สุดท้ายต้องบอกว่าหนังอาจจะไม่ได้สนุกกับเรื่องราวนัก เพราะเต็มไปด้วยบทสนทนามากกว่าอย่างอื่น ทำให้อดัมก็ไม่ได้มีบทต้องแสดงอารมณ์อะไรมากนัก แต่ก็น่าติดตามดูได้ไม่ถึงกับดูไปหาวไปอะไรอย่างงี้ ก็แค่ข้อมูลในเรื่องนี้ล้นทะลักมากพอๆ ตามรายงานจริง ซึ่งหนังพยายามย่อยมาให้เราดูแล้ว แต่ถ้าดูในฐานะหนังที่เกี่ยวข้องกับ 9/11 ก็เป็นจิ๊กซอว์หนึ่งที่ช่วยให้เรื่องราวบริบูรณ์มากขึ้น และก็มีพาดพิงไปยังหนัง Zero Dark Thirty ในแบบโต้แย้งด้วยความเป็นจริงกลายๆ จากที่ว่าในเรื่องนี้หัวหน้าทีมเป็นสาวแกร่งตามสืบจนได้ แต่ใน The Report เราจะได้เห็นทีมนี้ในด้านที่เลวร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น แม้แต่การปกปิดหลักฐานว่าฆ่าคนผิดก็ตามที ซึ่งสุดท้ายหนังมีบทสรุปของเรื่องราวที่แม้จะดูสวยหรู แต่ก็ชวนหดหู่ไปพร้อมกันครับ